Home You are here: Home เกี่ยวกับวัดปทุมธาราม ชีวประวัติพระครูปทุมชัยกิจ ( หลวงปู่นะ ฐิตปญฺโญ )
ธันวาคม
26
2009
ชีวประวัติพระครูปทุมชัยกิจ ( หลวงปู่นะ ฐิตปญฺโญ )

พระครูปทุมชัยกิจ(นะ ฐิตปญฺโญ) ชื่อของท่านชื่ออตั้งตอนแรกเกิดโยมพ่อโยมแม่ตั้งชื่อให้ว่าโฉมต่อมา อายุได้5-6ขวบ หมอเป้ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณและเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านโหราศาสตร์ด้วย เห็นว่า ด.ช.โฉมจะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นประจำจึงได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า“นะ”อัน เป็นมงคลนามนามสกุลเดิมเหล่ายัง (ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็นทองพูลพานิชย์)โยมบิดาชื่อแจกโยมมารดาชื่อตี่เหล่า ยังหลวงปู่นะเป็นบุตรคน ที่3ในจำนวนทั้ง หมด 10 คนคือ

นายคง เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

นางจำรัส เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

พระครูปทุมชัยกิจ นามเดิม โฉม เหล่ายัง

นายวี เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

นายบุญ เหล่ายัง

นางเกลี้ยง เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

นายหวัด เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

นายรอด เหล่ายัง เสียชีวิตแล้ว

นางคำ เหล่ายัง

นายนงค์ เหล่ายัง


พระครูปทุมชัยกิจหลวงปู่นะเกิดเมื่อวันพุทธที่6ธันวาคมพุทธศักราช 2459 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำเดือน 1 (เดือนอ้าย) ปีมะโรงเวลาเช้า(เวลาเผาข้าวหลาม)ณหมู่บ้านขุนแก้วตำบลดงขวางอำเภอหนองขาหย่างจังหวัดอุทัย ธานีเมื่อเยาว์วัยท่านได้รับการศึกษาที่วัดหนองมะกอกในชั้นประถมศึกษาปีที่1ถึงปีที่3ชั้นประถมปีที่4ศึกษาที่โรง เรียนวัดหนองแฟบหลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วจึงได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำอาชีพกสิ กรรมเนื่องด้วยฐานะทางบ้านยากจนท่านได้ช่วยงานทำนาอยู่หลายปีจนอายุได้21ปีได้ขออนุญาติโยมบิดามารดา เข้าบรรพชาอุปสมบทโยมทั้งสองก็มีความยินดีปรีดาอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลในครั้งนั้นนายนะเหล่ายัง ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทณพัทธสีมาวัดราษฎร์นิธิยาวาส(ดอนปอ)เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2480 โดย มีพระครู วิจิตรชัยการ(หลวงพ่อเคลือบ)เป็นอุปัชฌาย์พระอาจารย์ชั้นเป็นพระกรรมวาจา จารย์พระอาจารย์สำเนียงเป็น พระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่าฐิตปญฺโญแปลว่าผู้มีปัญญาอันตั้งไว้แล้วเมื่อหลวงปู่นะได้อุปสมบทแล้วท่านก็ ได้ทำกิจวัตรสงฆ์โดยครบถ้วนได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความตั้งใจเพื่อจะได้นำเอาข้อพระ ธรรมวินัยนั้นมาเป็นเครื่อง กำกับจิตใจและกายของตนให้เป็นไปตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ต่อไปในอนาคตดำรงตนอยู่ในพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์จนกระทั่งในปี พ.ศ.2481 หลังจากบวชได้1ปีท่านได้เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีได้ที่สำนักเรียน พระปริยัติธรรมวัดราษฎร์นิธิยาวาส จากความเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาอยู่เป็นนิจนี่เองหลวงปู่นะก็ได้เข้าสอบ นักธรรมชั้นโทที่สำนักเรียนพระปริยัติ ธรรมวัดหนองแฟบจังหวัดอุทัยธานีจนได้นักธรรมชั้นโทเมื่อปีพ.ศ.2483 หลังจากนั้นหลวงปู่นะท่านได้กลับไป จำพรรษาที่วัดหนองบัว(วัดปทุมธาราม)จังหวัดชัยนาทเมื่อปีพ.ศ.2485 และในปี พ.ศ.2487 ท่าน ก็ได้เข้าสอบนัก ธรรมชั้นเอกที่สำนักเรียนวัดหนองแฟบจังหวัดอุทัยธานีอีกครั้งจนได้นักธรรม ชั้นเอก“เถรภูมิ”สมกับที่หลวงปู่ตั้ง ใจไว้พระภิกษุนะฐิตปญฺโญน.ธ.เอกแห่งวัดหนองบัวจังหวัดชันนาทเป็นพระหนุ่มที่ทรงความรู้วิทยาฐานะนัก ธรรมชั้นเอกสมัยนั้นจะหายากยิ่งอยู่บ้านนอกและอำเภอบ้านนอกอีกเปรียบ เสมือนเพชรที่เปล่งประกายอันเจิด จรัสอยู่กลางทุ้งนาทีเดียวใครเห็นก็ย่อมจะต้องชื่นชมเพชรเม็ดนี้อยู่เนือง นิจพระภิกษุนะฐิตปญฺโญได้ตั้งสำนัก เรียนขึ้นมาใหม่หลังจกซบเซาไปนานส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่า เรียนกันอย่างเต็มความสามารถ โดยมีท่านเป็นผู้สอนเองทุก ชั้นตั้งแต่นักธรรมชั้นตรีโทและเอกท่านจึงมีลูกศิษย์ที่เป็นพระภิกษุบริหาร กิจการ คณะสงฆ์อยู่ในเวลานี้อยู่ในหลายจังหวัดใกล้เคียงมากมาย


เมื่อ พระภิกษุนะฐิตปญฺโญสอบได้นักธรรมเอกแล้วท่านคิดที่จะเรียนบาลีต่อแต่ด้วยงาน พัฒนาวัดงาน สอนนักธรรมและงานอบรมสั่งสอนประชาชนผู้ที่เข้ามาในวัดทำให้ไม่ค่อยมีเวลาอีก ทั้งสำนักเรียนบาลีอยู่ในตัว เมืองไกลมากการไปมาก็ไม่สะดวกนอกจากว่าไปอยู่ประจำที่มีสำนักเรียนเลยก็ทำไม่ได้ติดพันอยู่กับวัดหนองบัว ต้องรับผิดชอบที่วัดหนอบัวจึงทำให้การคิดที่จะเรียนเป็นอันต้องงดไปท่านจึงหันมาสนใจที่จะเรียนวิชาแพทย ์แผนโบราณและเรียนวิชาอาคมเลขยันต์พันคาถาควบคู่กันไปจากตำราที่พระปลัดปั่นเจ้าอาวาสองค์ที่9ที่ ท่านได้ มาจากหลวงปู่ศุขและพระปลัดปั่นองค์นี้ท่านได้มอบตำรานั้นทั้งหมดให้กับพระ ภิกษุนะฐิตปญฺโญจนมีความรู้ แตกฉานในวิชานั้นๆเป็นอย่างดีเป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยและผู้ที่โดนคุณไสยท่านก็ปัดเป่าทุกข์ของ ประชาชนเหล่านั้นให้ด้วยความเมตตา

ตำราที่หลวงปู่นะนำมาศึกษาเล่าเรียนนั้นคยเกิดอภินิหารให้ปรากฎแก่สายตาของท่านและชาวบานอีกมาก มายมาแล้วคือว่าในคืนหนึ่งท่านได้นำตำราของหลวงปู่ศุขมาท่องอยู่ในขณะนั้นด้วยการจุดเทียนไขดูหนังสือ เพราะว่าสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยความอ่อนเพลียท่านจึงเผลอหลับไปเทียนที่เอาไว้ใช้ดูหนังสือได้ล้มลงทำให้ เกิดเพลิงไหม้กุฎิหลังนั้นหมดไปในกองเพลิงในขณะที่เอยู่เกิดเพลิงไหม้อยู่นั้นท่านตกใจมากได้รีบวิ่งออกมาจาก กุฎิเพียงแต่ตัวเท่านั้นส่วนตำราก็ยังคงอยู่ในกองเพลิงนั้นความรู้สึกในขณะนั้นท่านคิดว่าตำราก็คงไหม้ไปกับกอง ไฟหมดแล้วเหมือนดังกุฎิของท่านทำให้ท่านเสียใจที่หมดโอกาสจะได้ศึกษาตำหรับตำราของหลวงปู่ศุขหลังจาก ที่ไฟสงบดีแล้วในวันรุ้งเช้าต่อมาท่านจึงเข้าไปดูในกองเถ้าถ่านพร้อมด้วยชาวบ้านและภิกษุสามเณรทั้งหลายที่จะ มาช่วยกันเก็บกวาดกุฎิของท่านก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์ใจให้กับพระภิกษุสามเณรและ ชาวบ้านที่มานั้นได้เห็นกัน อย่างถ้วนทั่วนั่นคือตำราของหลวงปู่ศุขหาได้ถูกไฟไหม้ไม่เพียงแต่ปรากฎสี คล้ำดำเท่านั้นเพราะโดนควันไฟรม เท่านั้นตัวหนังสือและอักขระทั้งหลายยังเหมือนเดิมทุกประการทำให้หลวงปู่ เกิดความดีใจเป็นอันมากด้วยเหตุนี้ หลวงปู่จึงทุ่มเทเวลาและจิตใจให้กับการศึกษาวิชาการต่างๆในตำราของหลวงปูศุขด้วยจิตศรัทธาด้วยจิตที่ตั้งมั่น ตลอดเวลา หลวงปู่นะนอกจากจะเป็นหมอยาและทางอาคมแล้ว ท่านยังเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆที่เยี่ยมยอดอีกด้วย


ท่าน ยังมีวิชาที่เป็นศาสตร์แขนงสำคัญอีกแขนงหนึ่งนั่นก็คือ“วิชาโหราศาสตร์”ที่ ท่านเรียนจนแตกฉาน มาไว้ช่วยเหลือประชาชนและชาบ้านในระแวกใกล้เคียงอีกด้วยจาก ความที่หลวงปู่นะเป็นผู้เอาใจใส่ในกิจการ ของวัดมาโดยตลอดทางคณะสงฆ์ฝ่ายผู้บังคับบัญชาได้เห็นในความสามารถและประจวบ กับที่เจ้าอาวาสองค์ที่14 คือพระอาจารย์สำรวยได้มรณะภาพลงในปีพ.ศ.2483 จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดปทุมธาราม(หนองบัว)รับภารธุระงานพระศาสนาในปี พ.ศ.2484 รุ้งขึ้นปีพ.ศ.2485ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปุมธาราม(หนองบัว)เป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 15 ของวัดปุมธารามต่อมาปี พ.ศ.2495 ได้รับการแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ่อแร่–หนองขุ่นเขต 2 ปกครองคณะสงฆ์ในเขตที่ได้รับ ผิดชอบด้วยดีอย่างไม่มีที่ตำหนิท่านดำรงตำแหน่งนี้นานถึง 43 ปีจึงยกขึ้นเป็นที่ปรึกษาของเจ้าตำบลบ่อแร่–หนอง ขุ่นเขต2องค์ปัจจุบันซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านนั้นเอง(ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติมฉบับใหม่)ต่อมา ในปี พ.ศ.2501 ได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นพระอุปัชฌาย์มีอำนาจหน้าที่ในการบวชกุลบุตรผู้ที่มีความ ศรัทธาที่มาขอบวชและในปีนั้นเองวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2501 ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญา บัตรชั้นตรีที่ พระครูปทุมชัยกิจ

ต่อมาในปี พ.ศ.2514 วันที่ 5 ธันวาคมทานได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรชั้นโทใน ราชทินนามเดิมพร้อมกับในปีเดียวกันนี้ได้รับพัดรองพิเศษจากกระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่ทำคุณประโยชน ์ให้กับวงการศึกษาของชาติ

งานด้านการเผยแพร่และงานสังคมสงเคราะห์


ในปี พ.ศ.2500 เป็น องค์อุปถัมภ์โรงเรียนประชาบาลและโรงเรียนรัฐปทุมราษฎร์อุปถัมภ์จัดให้มีการ บรรพชาอุป สมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพะบรม ราชินีนาถอยู่เป็นประจำเป็น ประธานในการแจกทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจนด้วยเงินทุนส่วนตัว ของท่านเองในหลายโรงเรียน รับเป็นผู้อุปการะเด็กกำพร้าพ่อแม่อุปถัมภ์ส่งให้ศึกษาเล่าเรียนหลายคนจนปัจจุบันเด็กเหล่านั้นที่หลวงปู่นะได้ อุปถัมภ์ ส่งเสียจนสำเร็จการศึกษาประกอบอาชีพเป็นตำรวจทหารครูอาจารย์สัสดีพัศดีนับ ว่าหลวงปู่ได้หว่านเมล็ด พืชลงพื้นปฐพีแล้วเกิดความเจริญงอกงามขึ้นในพื้นนาสำเร็จสมตามความตั้งใจของ หลวงปู่ท่านได้นั่งมองดูต้น พืชเหล่านี้เจริญงอกงามด้วยความยินดีปรีดาท่านได้จัดตั้งมูลนิธิของวัดปทุม ธาราม(หนองบัว)ขึ้นเพื่อจะได้นำ ดอกผลอันเกิดจากมูลนิธิขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากให้บรรเทาเพื่อจะได้ดำรงตนอยู่ในสภาพ สังคมปัจจุบัน ให้ได้ไม่ทุกข์ร้อน

งานด้านนวกรรมพัฒนาอาราม


นับ ตั้งแต่ท่านพระครูปทุมชัยกิจ(หลวงปู่นะ)ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปทุมธารา มตลอดจนถึงปัจจุบัน ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นมาโดยลำดับท่านเป็นผู้นำในการ สร้างถนนนำไฟฟ้าประปาและโทรศัพท์ เข้าสู่วัดและชาวในบริเวณนั้นจนได้รับความสะดวกสบายขึ้นสาธารณูปโภคต่างๆได้ รับการดูแลเอาใจใส่เป็น อย่างดีชาว บ้านทั้งหลายในตำบลหนองบัวได้รับอานิสงฆ ์เหล่านั้นไปด้วยอย่างมีความสุข

งานด้านพิธีกรรมและโหราศาสตร์


เป็น ที่ทราบกันดีว่าหลวงปู่นะวัดปทุมธารามอ.วัดสิงห์จ.ชัยนาทท่านเป็นพระที่ใคร่ ต่อการศึกษาได้เรียนวิชา การต่างๆหลายอย่างหลายแขนงมีครูบาอาจารย์อยู่หลายวัดล้วนแล้วแต่วิชาอาคมแก่ กล้าพระอาจารย์องค์แรกก็คือ พระครูศรีแห่งวัดหนองแฟบนอกจากจะมีคาถาอาคมเข็มขลังแล้วท่านยังเป็นหมอยาที่เก่งอีกด้วยวิชาสมุนไพร ต่างๆที่ดีแล้วบวกกับคาถาอาคมที่เสกกำกับลงไปในยาของพระที่มีอาคมศักดิ์สิทธิ์ย่อมทำให้ผู้ป่วยที่มาทำการ รักษานั้นหายเร็วกว่าปกติดังเป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่โบราณหมอยาโบราณท่านจะลงเลขยันต์บนผ้าประเจียด สำหรับ ปิดปากหม้อยานับว่าเป็นการเพิ่มกำลังใจให้กับผู้ที่กินยาหม้อนั้นยันต์ที่ ว่านี้เรียกกันว่ายันต์ตรีนิสิงเหเป็น ยันต์ครูที่หมอยาทั้งหลายใช้กันรวมทั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังสีท่านก็ ใช้ผงที่เขียนจากยันต์ตรีนิสิงเห ในขั้นสุดท้ายในการทำพระผงสมเด็จที่ดังเลื่องลือในปัจจุบันหลวงปู่นะท่านได้ รับยันต์ตรีนิสิงเหนี้มาจากอาจารย์ ของท่านและใช้อยู่จนถึงปัจจุบันยันต์ตรีนิสิงเหนี้หลวงปู่นะใช้วางอยู่ ตำแหน่งที่ไม่เหมือนองค์อื่นๆตัวเลขที่ท่าน เขียนลงในผ้าประเจียดก็ดีลงบนครกบดยาก็ดีลงบนหม้อยาก็ดีจะมีความหมายที่แตก ต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้


เลข 3 คือราชสีห์ทั้งสามคือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

เลข 7 คือโพชฌังคปริต 7 คือสติสัมโพชฌงค,์ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์,วิริยสัมโพชฌงค์,ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์

เลข 5 คือ พรหมสุทธาวาสทั้ง 5 ชั้นมีสุทัสสา,สุทัสสี,อกนิษฐาเป็นอาทิ

เลข 2 คือเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งกลางวันคือท้าววรุณและท้าววรมิตรผู้เป็นใหญ่ในวลากลางคืน

เลข8คือพระอรหันต์ทั้ง8ทิศคือพระอัญญาโกณทัญญะอยู่ทิศบรูพาพระมหากัสสปะอยู่ทิศอาคเนย์ พระสารีบุตรอยู่ทิศทักษิณพระอุบาลีอยู่ทิศหรดีพระอานนท์อยู่ทิศประจิมพระควัมบดีอยู่ทิศพายัพ พระโมคคัลลานะอยู่ทิศอุดรและพระราหุลอยู่ทิศอีสาน

เลข 5 คือพระพุทธเจ้า5พระองค์คือพระวิปัสสีพุทธเจ้าพระสิขีพระพุทธเจ้าพระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้าและพระโคดมพระพุทธเจ้า

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ว่ายันต์ตรีนิสิงเหของหลวงปู่นะไม่เหมือนกับพระเกจิอาจารย์องค์อื่นๆนั้นกล่าวคือเลขยันต์ทั้ง 4 ด้านเมื่อนำมาบวกกันจะได้ 25 เหมือนกันหมดนับว่าเป็นความปราด เปรื่องของผู้ที่คิดค้นยันต์ตำรานี้อย่างมากนอก จากหลวงปู่นะได้ตำรายันต์ตรีนิสิงเหแล้วหลวงปู่ยังได้ตำราโองการเสกน้ำมนต์ ตรีนิสิงเหอีกด้วยโดยหลวงปู่นะ จะใช้ทำน้ำพระพุทธมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาและเสริมบารมีให้กับลูก ศิษย์และประชาชนทั่วไปที่มา นมัสการหลวงปู่โองการทำน้ำมนต์ตรีนิสิงเหนั้นเป็นการกล่าวอัญเชิญพระ พุทธเจ้าพะอรหันตสาวกและเทพยดา ทั้งหลายมาประสิทธิเมในน้ำพระพุทธมนต์นั้นเพื่อความศักดิ์สิทธ์(หลวงปู่ท่าน จะทำน้ำมนต์ทุกวันโกณวันพระ และหลังวันพระเป็นประจำทุกครั้งเพื่อเตรียมไว้ให้ญาติยมที่มากราบนมัสการหลวงปู่)ยันต์ตรีนิสิงเหนี้หลวงปู่ ท่านเคยบอกว่าเป็นยันต์ครอบจักวาลสามารถใช้ไดในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยมหรือทางด้านแคล้วคาด คงกะพันชาตรีก็ได้ และใช้ทำน้ำมนต์ไว้อาบก็ได้


สมัยก่อนหลวงปู่นะท่านจะนำแผ่นทองแดงมาจารยันต์ตรีนิสิงเหไว้แจกบรรดาลูกศิษยลูกหาไว้ป้องกันตัว ก็ปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ประจักษ์แก่ตามาแล้วและท่านยังได้ทำตระกรุดอีกหลายแบบขึ้นมาทั้งในตำราหลวงปู่ศุข และของอาจารย์ที่ท่านเล่าเรียนมาอีกมากมายไว้ให้ลูกศิษย์ใช้กันจนถึงปัจจุบันดัง ที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าหลวง ปู่นะนอกจากจะเป็นเจ้าพิธีกรรมต่างๆแล้วหลวงปู่ยังเป็นโหราจารย์ที่ทำนายทาย ทักได้แม่นยำอีกด้วยหลวงปู่นะ ท่านได้ศึกษาตำราโหราศาสตร์จากอาจารย์ต่างๆอีกหลายองค์ทั้งในอุทัยธานีและใน จังหวัดชัยนาทจนมีความแตก ฉานเป็นที่กล่าวขานถึงของบุคคลทั่งไปและในวงราชการท่านเป็นผู้คำนวณฤกษ์ยาม ต่างๆที่จะวางศิลาฤกษ์อยู่ ประจำทั้งของประชาชนและทางราชการหลวงปู่นะกล่าวไว้ว่า“คำว่าโหราศาสตร์”นั้น เป็นวิชาที่ว่าด้วยการพยา กรณ์(ทำนาย)โดยอาศัยหลักทางดาราศาสตร์จึงต้องเรียนรู้ให้ถึงแก่นแท้และสาร ของศาสตร์นี้ให้ถูกต้องอย่างแท้ จริงเพื่อไม่ให้เกิด ความเชื่อถืออย่างงมงาย

ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น

security code
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงด้านบน


busy
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2009 เวลา 15:02 น.
 
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Top

เข้าสู่ระบบ

Languages

     
พื้นที่โฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2008-2010. วัดปทุมธาราม (หนองบัว) ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
แสดงผลได้สมบูรณ์บนความละเอียดหน้าจอ 1024 by 768 pixcels. ขึ้นไป
เว็บไซท์พระสอนศีลธรรมอำเภอเสิงสาง นครราชสีมา โทร 0833745590
#fc3424 #5835a1 #1975f2 #83a92c #8bb832 #1c2def