Home You are here: Home บทความน่าสนใจ ชีวประวัติหลวงปู่ศุข
ธันวาคม
26
2009
ชีวประวัติหลวงปู่ศุข
หลวงปู่ศุข

วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท


นาม เดิมศุขนามสกุลเกษเวช(ต่อมาลูกหลานได้ใช้เกษเวชสุริยาก็มี)เกิดเมื่อวัน จันทร์เดือน๔ขึ้น๘ค่ำ ปีวอกพ.ศ.๒๓๙๐ที่บ้านมะขามเฒ่า(เรียกกันในสมัยนั้นปัจจุบันเรียกบ้านปากคลอง )ตำบลมะขามเฒ่าอำ เภอวัดสิงห์จังหวัดชัยนาทโยมบิดา-มารดา-ชื่อนายน่วมและนางทองดีตั้งบ้าน เรือนอยู่ที่ตำบลมะขามเฒ่า มีบุตรและธิดาด้วยกัน ๙ คน ๑. หลวงปู่ศุข ๒. นางอ่ำ ๓. นายรุ่ง ๔. นางไข่ ๕. นายสิน ๖. นายมี ๗. นางขำ ๘. นายพลอย ๙,หลวงพ่อปลื้ม

ปัจจุบัน ยังมีลูกหลานของท่านอยู่ที่บ้านใต้วัดมะขามเฒ่าอีกหลายคนหรือแม้แต่ร้านค้า ขายภายใน บริเวณวัดเองก็ยังมีหลวงปู่นั้นท่านมีลุงคนหนึ่งชื่อแฟงตั้งบ้านเรือนอยู่ ที่ตำบลบางเขนจังหวัดพระนคร(ในสมัยนั้น)มีอาชีพ ทำสวนไม่มีบุตรหรือธิดาจึงได้มาขอหลานจากโยมบิดามารดาหลวงปู่ศุขไปเลี้ยงโยม ท่านก็อนุญาตให้เลือกเอา ลุงแฟงก็เลือกเอาคนโตหรือเรียกว่าคนหัวปีคือหลวงปูศุขเข้าใจว่าขณะนั้นอายุ ประมาณ๑๐ขวบเมื่อหลวงปู่ศุข ไปอยู่กับลุงแฟงเจริญเติบโตที่ตำบลบางเขนเมื่อ หลวงปู่ฯอยู่ในวัยฉกรรจ์ท่านได้เดินทางเข้ามากรุงเทพฯทำมา หากินค้าขายเล็กๆน้อยๆโดยยึดลำคลองบางเขนซึ่งมีปากคลองเชื่อมกับแม่น้ำเจ้า พระยาตอนใต้จังหวัดนนทบุรี ลงมาปัจจุบันอยู่ข้างทางเข้าวัดทางหลวงเป็นที่ทำมาหากินคลอง บางเขนนี้ทอดขึ้นไปเชื่อมกับคลองรังสิตเมื่อ ก่อนนี้เป็นเส้นทางหลักในการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญและกว้างขวางเป็นอย่างมาก เมื่อการคมนาคมทางบก เจริญขึ้นการสัญจรทางน้ำก็หมดความสำคัญลงปัจจุบันคงจะตื้นเขินไปแล้วก็ได้ เพราะขาดการทะนุบำรุงเท่าที่ ควรหลวงปู่ฯท่านทำมาหากินอยู่ในคลองบางเขนอยู่ระยะหนึ่งจนอายุได้๑๘ปีได้ภรรยาชื่อนางสมบูรณ์และเกิดบุตร ชายคนหนึ่งชื่อสอนเกศเวชสุริยาหลวง ปู่ฯท่านครองเพศฆราวาสอยู่ไม่นานพออายุท่านครบ๒๒ปีท่านได้ลา ไปอุปสมบทณวัดโพธิ์บางเขนหรือปัจจุบันชื่อว่าวัดโพธิ์ทองล่างซึ่งอยู่ปาก คลองบางเขนตอนล่างส่วนวัดโพธิ์ทอง
บนอยู่ตอนเหนือของปากคลอง บางเขนตอนบนบริเวณจังหวัดปทุมธานี
อุปสมบท

การ อุปสมบทของหลวงปู่ศุขนั้นท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุได้๒๒ปีที่วัดโพธิ์บางเขน (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัด โพธิ์ทองล่าง)โดยมีพระครูเชยจนฺทสิริวัดโพธิ์บางเขนเป็นพระอุปัชฌาย์พระถายม เป็นพระคู่สวดการอุปสมบทนี้ มีลุงแฟงเป็นผู้อุปการะทั้งสิ้นส่วนโยมบิดามารดาไม่ได้มาร่วมพิธีด้วยเพราะ การเดินทางสมัยนั้นลำบากมากจาก ชัยนาทถึงกรุงเทพฯก็กินเวลาอย่างน้อย๒ถึง๓วันจึงจะถึงพระ อุปัชฌาย์ของท่านชื่อหลวงพ่อเชยจันทสิริอดีต ท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่างซึ่งเป็นพระสงฆ์ฝ่ายรามัญที่ถือเคร่งใน วัตรปฏิบัติและพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อเชยท่านยังเป็นอาจารย์ทางฝ่ายวิปัสสนาธุระมีความ รู้และความชำนาญรู้แจ้งแทง ตลอดอีกทั้งทางด้านวิทยาคมก็แก่กล้าเป็นยิ่งนักหลวงปู่ฯท่านได้รับถ่ายทอด วิชาความรู้จากอุปัชฌาย์ของท่าน มาพร้อมกับอาจารย์เปิงวัดชินวนารามและหลวงปู่เฒ่าวัดหงษ์จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อเชย
วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

เมื่อ ได้อุปสมบทแล้วอยู่กับพระอุปัชฌาย์เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยพอสมควร แล้วท่านก็ได้ออก เดินธุดงค์หาที่สงบฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิชาอาคมต่างๆจากสำนักที่มีชื่อ เสี่ยงโด่งดังในสมัยนั้นจน ชำนาญดีแล้วจึงกราบลาอาจารย์กลับบ้านเกิดของท่านโดยมาพักอยู่ที่วัดร้างแห่ง หนึ่งข้างหมู่บ้านของท่าน ชื่อวัดอู่ทองปัจจุบันนี้เรียกว่าวัดปากคลองชาวบ้านแถวนั้นมีความศรัทธา เลื่อมใสจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษา อยู่ที่นั้นเพื่อที่ว่าจะได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ดังนั้นท่านจึงได้อยู่ณที่ นั้นมาจนท่านมรณภาพในระหว่างที่ท่านมีชีวิต อยู่นั้นได้เริ่มพัฒนาในท้องถิ่นให้เจริญรุ่งเรืองด้วยจากวัดร้างที่ไม่มี อะไรเลยจนถึงพุทธาวาสธรรมาวาสและ สังฆาวาสเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบจนถึงทุกวันนี้ยังมีพระอุโบสถและมณฑปปรากฏให้ เห็นอยู่ส่วนการอบรมสั่ง สอนนั้นท่านได้แนะแนวการประพฤติดีปฏิบัติชอบให้เห็นคุณและโทษของผลการ ปฏิบัติตนในทางที่ดีหรือไม่ดี อย่างไรจนประชาชนแถวนั้นมีความประพฤติดีมีศีลธรรมเป็นส่วนมาก

หลวง ปู่ฯท่านเพลินอยู่ในธรรมเสียหลายปีจนกระทั่งมารดาท่านที่วัดปากคลองมะขาม เฒ่าอำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทได้ชราภาพลงตามอายุขัยและความเจ็บไข้มาเยือนอยู่บ่อยครั้งด้วย ความเป็นห่วงเป็นใยในบิดา มารดาของท่านจึงได้เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมและได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆที่ วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่โบราณที่อยู่ลึกเข้าไปในคลองมะขามเฒ่าหรือบริเวณต้นแม่ น้ำท่าจีนในปัจจุบันแต่ทว่าสภาพ ของวัดอู่ทองขณะนั้นได้เกิดการชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพเกินกว่าที่จะ บูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนมาสู่สภาพ ที่ดีได้ต่อไปท่านจึงได้ขยับขยายออกมาที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและได้สร้าง กุฏิขึ้นครั้งแรกหนึ่งหลังพอเป็นที่อย
ู่อาศัยไปพลางก่อน

สืบ ต่อมามารดาของหลวงปู่ๆได้ถึงแก่กรรมและได้จัดการฌาปนกิจศพและในงานนี้เอง หลวงปู่ฯท่านได้ สร้างวัตถุมงคลในรูปพระพิมพ์สี่เหลี่ยมซุ้มรัศมีออกแจกเป็นของที่ระลึกเป็น ครั้งแรกเมื่อผู้ที่ได้รับแจกพระเครื่อง จากท่านไปได้ปรากฏอภินิหารทางอยู่ยงคงกระพันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกัน เขี้ยวงาคือสุนัขกันไม่เข้าซึ่งเป็น ปรากฏการณ์ที่บังเกิดขึ้นบ่อยครั้งเพราะบ้านนอกอย่างในชนบทสมัยก่อนนั้นไม่ ค่อยจะมีรั้วรอบขอบชิดเสียเป็น ส่วนใหญ่ก็ได้อาศัยสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นยามเฝ้าบ้านฉะนั้นการที่จะแวะเวียน ไปบ้านหนึ่งบ้านใดนั้นจะต้องระวัง เรื่องสุนัขลอบกัดให้ดีมิฉะนั้นท่านจะถูกสุนัขกัดเอาง่ายๆพระของหลวงปู่ฯจึง มีชื่อเรื่องสุนัขกันไม่เข้าเป็นปฐม เหตุก่อนจึงบังเกิดความนิยมไปขอท่านมาแขวนคอบุตรหลานเพื่อกันเขี้ยวงาและ ภยันตรายต่างๆสมัยก่อนพระ วัดปากคลองเนื้อตะกั่วจะมีแขวนอยู่ในคอเด็กในท้องถิ่นเกือบจะทุกคนแล้วถ้าจะ ไปขอพรหลวงปู่ศุขท่านมักจะ ถามว่าเอ็งมีลูกกี่คน?”ท่านจะให้ครบทุกคน

กิตติศัพท์ ในความขลังประสิทธิในพระพิมพ์สี่เหลี่ยมของท่านจึงค่อยๆเผยแพร่จากปากหนึ่ง ไปสู่อีกปาก หนึ่งในเวลาไม่ช้าไม่นานคุณวิเศษของท่านจึงค่อยๆโด่งดังขจรขจายไปทั่วโดย เฉพาะอย่างยิ่งวัดปากคลอง มะขามเฒ่าซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักการ ขนส่งสินค้าตลอดจาการทำ มาค้าขายจะขึ้นล่องจะต้องอาศัยสายน้ำเจ้าพระยาเพียงแห่งเดี่ยวเท่านั้นเพราะ ในสมัยนั้นถนนหนทางทางบก ยังทุรกันดารพอตกเพลาพลบค่ำพ่อค้าแม่ขายเรือเล็กเรือใหญ่จะมาอาศัยนอนค้าง แรมที่แพหน้าวัดของท่านเพื่อ อาศัยบารมีของท่านช่วยป้องกันขโมยโจรที่จะมาประทุษร้ายต่อเลือดเนื้อชีวิต และทรัพย์สินถ้าจะเปรียบไปแล้ว หน้าวัดของท่านจึงเป็นเสมือนหนึ่งเป็นชุมทางที่สำคัญนี่ก็เป็นอีกปัจจัย หนึ่งที่ช่วยเสริมส่งให้เกียรติคุณของ
ท่านแผ่ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ชื่อเสียงของท่านจึงเป็นที่รู้จักกันดี
หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า

 

 

เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯฝากตัวเป็นศิษย์

อนึ่ง มีผู้กล่าวว่าท่านมีวิชาอาคมเวทย์มนต์เก่งมาสามารถเสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อตัว แตนเสกหัวปลีให้เป็นกระ ต่ายเสกก้านกล้วยให้เป็นงูได้และเรื่องอภินิหารของขลังคงกระพันชาตรีมีอีก มากมายอาจจะเป็นด้วยบุญกุศล ของหลวงปู่ศุขกับเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พระบิดาแห่งราชนาวีซึ่ง เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นพระองค์ ที่๒๘และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ที่๑ในเจ้าจอมมารดาโหมดธิดาพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วรบุนนาค)ได้สร้าง สมกันมาแต่ชาติปางก่อน ดลบันดาลให้เสด็จในกรมฯซึ่งทรงศรัทธาเลื่อมใสในทางมหาพุทธาคมอยู่แล้วได้ เสด็จประพาสไปในภาคเหนือ จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกันและเป็นที่ต้องอัธยาศัยซึ่ง กันและกันจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์ เพื่อจักได้ศึกษาทางมหาพุทธาคมและปรากฏว่าพระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความ สามารถได้ศึกษา แตกฉานจนกระทั่งหลวงพ่อเองก็หมดความรู้จึงได้ให้เสด็จในกรมฯไปศึกษาเคล็ด วิชากับหลวงพ่อเงินวัดบาง คลานจังหวัดพิจิตรต่อดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้นและได้วาดภาพพุทธประวัติ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองที่ อุโบสถด้านในหน้าอุโบสถซึ่งปรากฏจนทุกวันนี้หลวงปู่ศุขท่านมีเมตตามากจึงมี ศิษย์เป็นอันมากที่มาเรียนวิชา เหล่านี้ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูวิมลคุณากรและเป็นเจ้าคณะแขวง (ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะอำเภอ)เป็น องค์แรกของอำเภอวัดสิงห์ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อใด

เมื่อ หลวงปู่ศุขท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯจึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถ ที่สร้างวัดปากคลอง มะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่คงเหลือเป็นประจักษ์พยาน ในปัจจุบันนี้ก็คือภาพเขียน ฝีมือเสด็จในกรมฯบนฝาผนังพระอุโบสถวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ยังรักษาไว้ได้ อย่างสมบูรณ์และเป็นภาพ เขียนฝีมือเสด็จในกรมฯบนฝาผนังพระอุโบสถวัดปากคลองมะขามเฒ่าที่ยังรักษาไว้ ได้อย่างสมบูรณ์และเป็น ภาพเขียนสีน้ำที่ทางกรมศิลป์ยกย่องว่าเสด็จในกรมฯทรงฝีมือในการเขียนภาพเป็น อย่างมากและทรงสอดแทรก อารมณ์ขันในภาพพระพุทธเจ้าชนะมารในกระแสน้ำที่พระ แม่ธรณีบีบมวยผมทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัด พาเอาทัพพระยามารไปนั้น พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไป เลยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งฤาษีปัญจวัคคีเมื่อเห็นเจ้าชายสิทธัตถะเลิกทรมานการ หันมากินอาหารก็นึกว่า พระองค์คงจะถ้อถอยละความเพียรแล้วจึงพากันผละหนีพระองค์ไปนั้นเสด็จในกรมฯ ท่านเขียนใบหน้าของฤาษี ปัญจวัคคีโดยสอดอารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์เน้น ความรู้สึกได้เด่นชัดมาก
ฝีมือ ของเสด็จในกรมฯอีกชิ้นหนึ่งก็คือภาพเขียนสีน้ำมันเป็นรูปหลวงปู่ศุขยืนเต็ม ตัวและถือไม้เท้าภาพนี้เขียน ขึ้นในขณะที่หลวงปู่มีอายุมากแล้วจึงต้องเดินสามขา
ศิลป วัตถุในพุทธศาสนาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่านอก จากพระอุโบสถแล้วยังมีมณฑปจตุรมุขประดิษฐ์บานรอยพระพุทธบาทประตูทั้ง๔บาน นั้นแกะด้วยไม้สักแกะ ลวดลายลึกถึงสามชั้นเคยมีคนสมคบกันเอาบานประตูมณฑปจตุรมุขออกขายเอาลงมา กรุงเทพฯเตรียมใส่เรือ กระแชงในคลองมหานาคเพื่อออกต่างประเทศด้วยดวงวิญญาณในหลวงปู่ศุขท่านผูกพัน อยู่กับศาสนาวัตถุที่ ท่านสร้างเอาไว้ในบวรพุทธศาสนาท่านจึงเข้าประทับทรงจากหิ้งบูชาจังหวัด นครสวรรค์รับเอาท่านแม่ทัพที่ นครสวรรค์(ขออภัยผู้เขียนจำชื่อท่านไม่ได้)และมารับเอาท่านนายอำเภอประจำ จังหวัดชัยนาทในขณะนั้นคือ คุณสุธีโอบอ้อมแล้วนั่งรถเข้ากรุงเทพฯร่างทรงหลวงปู่ฯได้พาคณะลดเลี้ยวเข้า ครอกเข้าซอยจนมาถึงเรือกระ แชงที่บรรทุกบานประตูมณฑปเตรียมขนออกนอกได้อย่างทันท่วงทียึดเอาบานประตู ทั้ง๔บานคืนกลับไปขณะ นั้นยังคงเก็บรักษาไว้ที่วัดป่าพานิชวนารามอำเภอวัดสิงห์จังหวัดชัยนาทและ ยังไม่ได้ส่งคืนวัดปากคลองมะขาม เฒ่าเพราะเหตุอะไรนั้นชาวจังหวัดชัยนาทเขาทราบกันดี

ปัจจุบัน ชาวจังหวัดชัยนาทผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสได้ร่วมกันสร้างรูปหุ่นขี้ผึ้งไว้ ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า เพื่อจะได้ทำการสักการบูชาโดยทั่วกันกรมทหารเรือเห็นความสำคัญจึงได้ทำการ บูรณะซ่อมแซมมณฑปเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ทำให้ประชาชนทั้งใกล้และไกลต่างจังหวัดหลั่งไหลมาสักการะบูชาทุกๆ วันมิได้ขาดวัดปากคลอง มะขามเฒ่าจึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดชัยนาทต่อไป

เรื่อง ทรงเจ้าเข้าผีนี้จะไม่เชื่อก็ไม่ได้แต่ที่ทรงจริงๆนั้นมันมีน้อยอย่างในกรณี ดวงวิญญาณหลวงปู่ศุขประ ทับทรงแล้วซอกแซกลงมาจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯเกือบ๓๐๐กม.แล้วยังพาคณะเข้า ครอกตรอกซอยจนถึง เรือกระแชงที่จอดลอยลำอยู่ในคลองมหานาคนั้นมันเป็นการเดินทางที่สลับวับซ้อน และวกวนน่าดูแต่ร่างทรงก็ พาคณะไปจนพบและยึดบานประตูกลับคืนมาได้นั้นมันเป็นเหตุการณ์อันมหัศจรรย์ เป็นอย่างยิ่งและบานประตู มณฑปทั้ง๔บานดังกล่าวแล้วนั้นทั้งเสด็จในกรมฯและหลวงปู่ศุขได้ช่วยกันสร้าง เป็นชิ้นสุดท้ายระบุปีพ.ศ. ๒๔๖๕อยู่ที่ซุ้มหน้ามณฑปอีกด้วย

ส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์นอกจากจะถูกอัธยาศัยกันเป็นยิ่งนัก จักเดินทางไปมาหาสู่ กันเสมอแล้วถ้าเสด็จในกรมฯติดราชการงานเมืองหลวงปู่ก็จะลงมาหาโดยเสด็จใน กรมฯได้สร้างกุฏิอาจารย์ไว้ กลางสระที่วังนางเลิ้งซึ่งเต็มไปด้วยดอกบัววิคตอเรียมีใบกลมใหญ่ขนาดถาดและ รู้สึกว่ากลางใบจะมีหนามคม ด้วยอันนี้ได้รับคำบอกเล่าจากลุงผลท่าแร่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ติดสอยห้อยตามหลวง ปู่ฯมาแต่เล็กท่านเป็นชาว อุตรดิตถ์หรือพิษณุโลกจำได้ไม่ถนัดนักหลวงปู่ศุขท่านขอพ่อแม่มาเลี้ยงเป็น บุตรบุญธรรมเมื่อสิ้นบุญหลวงปู่ฯ ท่านก็เลยลงหลักปักฐานได้ภริยาอยู่ที่ตำบลท่าแร่อำเภอวัดสิงห์จังหวัดชัยนาท เลยเรียกกันติดปากว่าลุงผล ท่าแร่

แต่ อย่างไรก็ตามภายในกำหนด๑ปีหลวงปู่ศุขท่านจะต้องลงมากรุงเทพฯ๑ครั้งเป็นอย่าง น้อยเพราะ เสด็จในกรมท่านจะกระทำพิธีไหว้ครูราวๆเดือนเมษายนงานจะจัดเป็๓วันวันแรกไหว้ ครูกระบี่กระบองวันที่สอง ไหว้ครูหมอยาแผนโบราณและวันที่สามจะไหว้ครูทางวิทยายุทธ์พุทธาคมและไสย ศาสตร์จัดเป็นงานใหญ่มี มหรสพสมโภชทุกคืนกับมีการแจกพระเครื่องรางของขลังจากหลวงปู่ศุขอีกด้วยแต่ใน ระยะหลังๆหลวงปู่ศุข ท่านมีอายุมากแล้วสุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าใดนักท่านจึงไม่ค่อยจะได้ลงมา

อนึ่ง การที่ท่านทำพระเครื่องรางของขลังได้ประสิทธิมีฤทธิ์มีเดชทั้งๆที่ใช้อักษร เลขยันต์พื้นๆนั้นเป็น เพราะอำนาจจิตที่ท่านได้ฝึกฝนมานั้นกล้าแกร่งยิ่งนักโดยเฉพาะกสิณธาตุทั้ง๔ มีดินน้ำไฟลมนั้นเป็นพื้นฐานที่ สำคัญเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจอิทธิฤทธิ์ทางใจเลยทีเดียวสำหรับการสำเร็จวิชา ชั้นสูงเรียกว่ามายาการคือความ เชื่อถือและการปฏิบัติที่มุ่งหมายให้เกิดผลด้วยการใช้พลังหรืออำนาจเหนือ ธรรมชาติเช่นของขลังพิธีกรรมหรือ หลีกลี้ลับบังคับให้เป็นไปตามที่ตนต้องการเช่นท่านเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อ ตัวแตนเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย ตลอดจนการผูกหุ่นพยนต์ด้วยฟางข้าวเสกคนให้เป็นจระเข้เป็นต้นมันเป็นมายาการ ชั้นสูงคือการบังคับให้เป็น ไปตามที่ตนต้องการแท้ที่จริงแล้วใบมะขามก็คงเป็นใบมะขาหัวปลีก็คงเป็นหัวปลี และหุ่นฟางก็คงเป็นหุ่นฟาง เหมือนเดิมเว้นแต่ด้วยอำนาจจิตของท่านทำให้เราเห็นไปเอง

จากหนังสือพระกฐินพระราชทานสมาคมศิษย์อนงคารามปีพ.ศ.๒๕๑๙เรื่องพระใบมะขามท่าน ผู้เขียน อดีตเป็นพระมหามีหน้าที่ไปอุปัฏฐากหลวงปู่ศุขขณะที่อาราธนาท่านมาปลุกเสกพระ ชัยวัฒน์และพระปรกใบมะขาม (พ.ศ. ๒๔๕๙)ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

เมื่อ ข้าพเจ้าไปอุปัฏฐากหลวงพ่อแล้วมีชาวบ้านชาววัดมาขอให้หลวงพ่อลงกระหม่อมบ้าง ลงตะกรุด พิสมรบ้างโดยยื่นแผ่นเงินทองนากให้ลงคาถาบางคนขอเมตตาบางคนขอการค้าขายหลวง พ่อให้ข้าพเจ้าเป็น ผู้ลง

ข้าพเจ้าถามว่าการค้าขาย จะให้ลงว่ากระไร?

หลวงพ่อบอกว่า นะชาลิติ

บางคนขอเมตตา ข้าพเจ้าถามว่า จะให้ลงว่ากระไร?

หลวงพ่อพูดติดตลกว่า เมตยายไม่เอาหรือ เอาแต่เมตตาเท่านั้นหรือ?”

คนขอจึงบอกขอเมตตาอย่างเดียว ข้าพเจ้าถามว่า จะให้ลงว่ากระไร?

ท่านบอกว่า นะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู

ข้าพเจ้าจึงบอกว่า หลวงพ่อครับ ผมไม่มีความขลัง ลงไปก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร

หลวงพ่อบอกว่า มันอยู่ที่ผมเสกเป่านะคุณมหา

ข้อ นี้ยืนยันว่าเป็นความจริงเพราะระหว่างนั่นข้าพเจ้าให้หลวงพ่อลงกระหม่อมแล้ว ท่านเสกเป่าไปที่ศีรษะ ตั้งหลายครั้เมื่อท่านเป่าที่กระหม่อมที่ไรข้าพเจ้าขนลุกชันทั่วทั้งตัวทุก ครั้งทั้งที่ข้าพเจ้าฝืนใจไม่ให้ขนลุกก็ลุกซู่ทุก ครั้งที่ท่านเป่าข้อนี้เป็นมหัศจรรย์จริงๆข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นแต่ข้าพเจ้า คนเดียวไปสอบถามภิกษุอุปัฏฐากรูปอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกันข้อนี้ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าท่านสำเร็จสมถะภาวนาแน่ๆ

อนึ่ง ท่านเป็นพระที่น่าเคารพนับถือสำรวมในศีลเป็นอย่างดีไม่ใคร่พูดจานั่งสงบ อารมณ์เฉยๆไม่ถามอะไร ท่านก็ไม่ตอบไม่พูดบางอย่างข้าพเจ้าถามหลวงพ่อหลวงพ่อก็ตอบเลี่ยงไปทางอื่น เช่นเขาว่าหลวงพ่อเสกใบไม้ เป็นต่อและเสกผ้าเช็ดหน้าเป็นกระต่ายได้และแสดงให้กรมหลวงชุมพรฯเห็นจนยอมเป็นศิษย์

หลวงพ่อตอบข้าพเจ้าว่าลวงโลกแล้วท่านก็นิ่งไม่ตอบว่าอะไรอีก

หลวงพ่อพูดต่อไปว่าเวลา นี้กรมหลวงชุมพรฯไปต่างประเทศ(เข้าใจว่าไปรับเรือพระร่วง)ถ้าอยู่ก็ต้องมาหา ท่านและปรนนิบัติท่านจนท่านกลับวัดและว่ากรมหลวงชุมพรฯนี้ตกทะเลไม่ตายแม้จะ มีสัตว์ร้ายก็ไม่ทำอันตราย ได้

หลวง พ่ออยู่ที่กุฏิสมเด็จพระพุฒาจารย์(นวม)พุทธสรมหาเถรเป็นเวลาสิบวันเศษได้ ทราบว่าสมเด็จเรียน วิทยาคมกับหลวงพ่ออีกด้วยเรื่องของไสยศาสตร์อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆมีมาช้านาน แล้วเป็นเรื่องที่ไม่สามารถให เหตุผลได้ว่าเป็นไปได้หรือไม่จริงหรือไม่จริงเพียงไรแม้ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ จะก้าวไปไกลถึงต่างโลกต่างด้าวแล้ว ก็ยังไม่มีใครมาอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ไสยศาสตร์ให้เรารู้ เรื่องแจ่มชัดได้

เรื่อง ของไสยศาสตร์นี้มิใช่จะเชื่อกันเฉพาะประเทศทางแถบบ้านเราแม้ฝรั่งเองก็มี อยู่ไม่น้อยจะเห็นได้จาก เรื่องราวต่างๆที่ปรากฏในหนังสือและภาพยนตร์ของเขาทั้งเรื่องของอดีตและ ปัจจุบันใน ประวัติศาสตร์พงศาว ดารและเกร็ดต่างๆของไทยเราองค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถจะเป็นใน ทางการรบหรือในทางอื่น ใดมักจะมีพระอาจารย์ที่มีวิชาแก่กล้าอาคมขลังควบคู่ไปด้วยเสมอแม้แต่ชีวิตละครตัวเอกๆในวรรณคดีไทยจะเป็น ขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี รามเกียรติ เกจิอาจารย์จะเข้ามามีบทบาทอยู่มากมายพอสมควร

บิดา ของหลวงพ่อชื่อน่วมมารดาชื่อทองดีเกศเวชสุริยามีพี่น้องร่วมบิดามารดา9คน หลวงพ่อเป็นลูกชาย คนโตเมื่ออายุได้7ขวบได้เป็นเด็กวัดมะขามเฒ่าเรียนหนังขอมและไทยได้ชัดเจนจน อายุ18ปีหลวงพ่อหรือนัย หนึ่ง"หนุ่มศุข"พบรักและได้อยู่กินกับสาวสวยชื่อสมบูรณ์เป็นชาวบางเขน กรุงเทพฯมีบุตรชาย1คนชื่อสอนเมื่อ หนุ่มศุขหรือพ่อศุขอายุ20ปีบริบูรณ์ก็บวชจนมรณภาพในปีพ.ศ.2466

เมื่อ ปฐมวัยเด็กชายศุขชอบกระโดดน้ำมักว่าน้ำเกาะเรือโยงเล่นเหมือนๆกับเด็กชายลูก แม่น้ำคนอื่นๆจน มารดาทำโทษไม่ให้ขึ้นจากท่าน้ำจะเป็นด้วยโกรธหรือน้อยใจมารดาก็ไม่ทราบได้ เด็กชายศุขเกาะเรือโยงขออาศัย เดินทางเข้ากรุงเทพฯทิ้งความรักความห่วงใยของมารดาไว้เบื้องหลัง

จาก เด็กชายศุขมาเป็นพระภิกษุศุขผู้พร้อมด้วยศีลาจริยวัตรอันงดงาม ท่านเดินทางกลับบ้านวัดสิงห์พบ มารดาซึ่งป่วยเรื้อรังมานานทั้งคู่ต่างดีใจอย่างเหลือล้นเมื่อได้พบกันโยม มารดาของท่านหน้าตาแช่มชื่นท่านก็ เต็มตื้นอิ่มเอิบทั้งคู่ต่างก็ปราโมทย์สุขสบายใจ

ต่อ จากนั้นท่านมิได้ทิ้งมารดาและชาววัดสิงห์ไปไหนอีกเลยคงจำพรรษา อยู่ในวิหารเก่าแก่ทรุดโทรมของ วัดอู่ทองปากคลองมะขามเฒ่า(อีกนัยหนึ่งคือวัดมะขามเฒ่า)นั่นเองจนกระทั่ง เสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯเสด็จดั้นด้นมาพบท่านในวันหนึ่ง< /p>

เสด็จ พ่อกรมหลวงชุมพรฯทรงเลื่อมใสในไสยศาสตร์อยู่ก่อนแล้วเมื่อ พระองค์เจ้าวิบูลพรรณได้ถวายพระ เครื่องซึ่งนับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เป็นยอดตกทอดมาตั้งแต่วังหน้าแด่ พระองค์หลังจากทรงทดสอบความ ศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องและได้ทอดพระเนตรเห็นคุณานุภาพแล้วจึงทรงเลื่อมใส ในเรื่องไสยศาสตร์ยิ่งขึ้น ต่อจากนั้นได้เสด็จไปตามที่ต่างๆเพื่อเสาะหาพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวิเศษเพื่อ ทรงขอศึกษาวิชาการทางด้านนี้

ครั้ง หนึ่งเสด็จแปรพระราชฐานภาคเหนือกลับทางเรือล่องตามแม่น้ำ เจ้าพระยาแยกออกจากท่าจีนที่ ชัยนาทลงมาเรื่อยๆจนเข้าเขตวัดมะขามเฒ่าเรือเกิดติดขัดอยู่ตรงนั้นโดยหา สาเหตุมิได้รับสั่งให้ชะลอเรือและ จอดที่ท่าวัดมะขามเฒ่านั่นเองที่นั่นได้ทอดพระเนตรเห็นหลวงพ่อศุขเสกหัวปลี ให้เป็นกระต่ายเสด็จพ่อกรม หลวงชุมพรฯได้ทรงปรึกษาไต่ถามหลวงพ่อศุขก็ทูลถึงวิธีการเสกให้ทรงทราบมิได้ป ดบัง และหลังจากที่หลวง พ่อศุขได้เสกหัวปลีให้เป็นกระต่ายแล้วยังได้เสกพลทหารของเสด็จพ่อกรมหลวง ชุมพรฯ(หลังจากเจ้าตัวยินยอม ให้เสกแล้ว)เป็นจระเข้ให้ทอดพระเนตรอีกด้วยเมื่อ เสด็จพ่อกรม หลวงชุมพรฯทอดพระเนตรเห็นอิทธิปาฎิหาริย์ อันสูงสุดของหลวงพ่อศุขก็ทรงนมัสการด้วยความคารวะอย่างบริสุทธิ์ใจฝากองค์ เป็นลูกศิษย์แต่นั้นเป็นต้นมา

หลวง พ่อศุขหรือนัยหนึ่งหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่านั้นเล่ากันว่าท่าน สำเร็จธาตุทั้ง4คือปฐวีอาโปวาโยและเตโช สามารถจะเสกอะไรให้เป็นอะไรก็ได้ทั้งสิ้นอีกทั้งการล่องหนหายตัวกำบังกาย ระเบิดน้ำสะเดาะโซ่ตรวนก็เชี่ยว ชาญวิชามายาศาสตร์อีกมากมายเล่าก็จัดเจนตัวอย่างที่ยกมากล่าวอ้างนั้นเพียง น้อยนิดอิทธิฤทธิ์ของท่านยังมีอีกมากนักหลวงพ่อศุขลงตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จพ่อฯ

การที่หลวงพ่อศุขพระอาจารย์ของเสด็จพ่อฯกระทำพิธีลงตะกรุดสาม กษัตริย์ให้เสด็จพ่อฯจางวางถึกเล่าให้ฟังว่า

เมื่อ เสด็จพ่อฯไปถึงวัดมะขามเฒ่าเป็นเวลา 12.00 น.เศษหลวงพ่อศุขได้ เชิญเสด็จพ่อฯเสด็จขึ้นประทับ บนกุฏิได้สนทนากันอยู่พักหนึ่งแล้วหลวงพ่อศุขก็พูดกับเสด็จพ่อฯ ว่า

"วิชา อาคมต่างๆอาตมาภาพก็ได้ประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์ไว้มากแล้ว แต่ยังขาดของสําคัญอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งพระองค์จะขาดเสียมิได้จะต้องติดไว้กับพระองค์เสมอเป็นของวิเศษมี อภินิหารมากจะปรารถนาสิ่งใดได้ทุก ประการอาตมาได้ตระเตรียมสิ่งของที่จะทำให้พระองค์แล้วซึ่งมีแผ่นโลหะคือเงิน หนัก1บาทนากหนัก1บาททอง คำหนัก1บาททั้งสามสิ่งนี้เรียกว่า"สามกษัตริย์"สามารถแก้อาถรรพณ์ต่างๆได้ เมื่อลงเป็นตะกรุดแล้วเอาด้ายสาย สิญจน์มาเสกแล้วควั่นร้อยผูกเอวหรือคล้องคอก็ได้ของสิ่งนี้แหละจะได้ทำถวาย พระ องค์เดี๋ยวนี้"

เมื่อหลวงพ่อศุขพูดจบเสด็จพ่อฯก็ก้มกราบทันทีแล้วตรัสว่า

"เป็นพระคุณอย่างสูงที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาต่อหม่อมฉัน"

หลวงพ่อศุขหันหน้ามายิ้มแล้วพูดว่า

"รอเดี๋ยวเข้าที่บูชาก่อน"

พูด แล้วก็เดินเข้าห้องจุดธูปเทียนลมพัดควันกลบออกมาข้างนอกสัก ครู่หนึ่งแล้วเรียกเสด็จพ่อฯเข้าไปใน ห้องพักหนึ่งหลวงพ่อศุขเดินออกมาในมือถือเหล็กจารกับแผ่นโลหะและด้ายควั่นสี ขาวจุดเทียนลงจากกุฎิ เสด็จพ่อฯก็เสด็จตามลงมามีจางวางถึกและทหารคนสนิทเดินตามมาด้วยหลวงพ่อเดิน ออกไปถึงศาลาน้ำ
หน้าวัดแล้วหันมาบอกกับเสด็จพ่อฯว่า

"พระองค์รออยู่ที่นี่เดี๋ยวอาตมาจะระเบิดน้ำลงไปทำตะกรุดที่กลาง แม่น้ำเดี๋ยวนี้"

เสด็จ พ่อฯเห็นพระอาจารย์สั่งเช่นนั้นก็มิได้ตรัสอย่างไรเสด็จพ่อฯ และบริวารยืนตรงศาลาท่าน้ำมองไป ข้างหน้าเห็นแต่น้ำท่วมขาวนองเต็มตลิ่งหลวงพ่อถือเทียนเล่มใหญ่ที่จุดไฟลุก แดงเดินลงจากบันไดศาลาท่าน้ำ จมมิดลงไปในแม่น้ำทำให้จางวางถึกและเสด็จพ่อฯที่เห็นอยู่นั้นพากันตะลึงงัน ทั่วทุกคนและไม่มีใครพูดว่าประ การใดทุกคนหันมามองเสด็จพ่อฯที่ทรงยืนทอดพระเนตรอยู่แล้วหันกลับไปกลางแม่ น้ำที่ไหลเชี่ยวทุกคนยืนรอ หลวงพ่อทำพิธีอยู่ประมาณ1ชั่วโมงเศษหลวงพ่อศุขก็โผล่ศีรษะพ้นน้ำเดินขึ้นจาก บันไดศาลาท่าน้ำถือเทียนจุด ลุกแดงโร่ผ้าสงบจีวรหาได้เปียกน้ำไม่หลวงพ่อศุขหันมาสั่งเสด็จพ่อฯให้ขึ้นไป บนกุฏิแล้วตัวท่านเดินถือเทียนนำ หน้าเสด็จพ่อฯและบริวารเดินตามขึ้นไปบนกุฎิแล้วหลวงพ่อก็เดินเข้าไปในห้อง บูชาเอาเทียนปักไว้ตรงหน้าที่บูชา จุดธูปเทียนบูชาแล้วออกมานั่งตรงอาสนะตรงกับเสด็จพ่อฯแล้วหลวงพ่อก็ส่ง ตะกรุดสามกษัตริย์ให
้เสด็จพ่อฯพร้อมกับบอกว่า

"เก็บไว้ให้ดีไปไหนก็ให้เอาติดตัวไปด้วยเก็บรักษาให้ดีของสิ่งนี้ ทำให้เสด็จในกรมฯพระองค์เดียวเท่านั้น"

เสด็จพ่อฯทรงรับตะกรุดจากหลวงพ่อศุขแล้วก้มลงกราบแล้วตรัสถามว่า

"ท่านอาจารย ตะกรุดนี้เวลานำติดตัวไปมีห้ามอะไรบ้าง"

หลวงพ่อศุขตอบว่า

"ไม่มีข้อห้ามอะไรทองคำตกอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่นั่นแหละ "

ต่อ มาก็มีการสนทนาอีกเล็กน้อยหลวงพ่อก็เอาพระเครื่ององค์เล็กดำๆ มาแจกบริวารของเสด็จพ่อฯแล้ว ก็ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เสด็จพ่อฯและบริวารทั่วทุกคนเป็นเวลา15.30น.เศษ เสด็จพ่อฯก็ขอลาเสด็จลง เรือกลับในวันนั้นเองนายเทียบอุทัยเวชเล่าว่าตะกรุดสามกษัตริย์นี้เสด็จพ่อฯไม่เคยเอา ออกห่างจากพระองค ์
เลย เคยเห็นเสด็จพ่อฯนำติดพระองค์เสมอมาตะกรุดสามกษัตริย์นี้ไปตกอยู่ กับหม่อมเจ้ารังสิยากรที่ทราบได้ก็ เพราะเวลาก่อนเสด็จพ่อฯจะสิ้นพระชนม์พระองค์ทรงหยิบตะกรุดสามกษัตริย์ออกจาก ที่คาดไว้มอบให้แก่หม่อมและรับสั่งว่า

"เอาเก็บไว้ให้เจ้าตุ่น"

ตุ่นนั้นคือหม่อมเจ้ารังสิยากรโอรสของเสด็จพ่อนั่นเอง

ที่มา:หนังสือที่ระลึกในการสร้างพระตำหนักเสด็จในกรมหลวง ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ณบริเวณหาดทราย รีจ. ชุมพร:นายประมวล สาครพันธุ์รวบรวม

มรณภาพ

ท่านมรณภาพเมื่อเดือน ๑ ปีกุน พ.ศ.๒๔๖๖ ไม่ปรากฏวันที่ที่แน่นอนคำนวณ อายุได้๗๖ปีวันสวดพระพุทธ มนต์ทำศพอยู่๗วัน๗คืนจึงประชุมเพลิง

อนึ่ง การที่เราคนรุ่นหลังจักเขียนเรื่องราวและวัตรปฏิบัติของหลวง ปู่ศุขซึ่งท่านมรณภาพล่วงไปแล้วกว่า ครึ่งศตวรรษให้ได้ใกล้เคียงกับความจริงนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆอาศัย หลักฐานทางเอกสารที่หลงเหลืออยู่ บ้างจากการไต่ถามบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านซึ่งส่วนมากจักล้มหายตายจากกันไป เสียเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น การที่ท่านได้รับรู้จากการเขียนของท่านมหาซึ่งเคยอุปัฏฐาก หลวงปู่ดังกล่าวแล้วนั้นคงจักทำให้ท่านมองเห็น สภาพของหลวงปู่ศุขได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

 

 


คาถาอาราธนาพระหลวงปู่ศุข

ตั้งนะโม ๓ จบ : อิติอะระหังสุคะโต เกสโรนามะเต ประสิทธิเม อิหิอะโห นะโมพุทธายะ
คาถาหลวงปู่ศุข : สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทธโธภะคะวาติ มะอะอุ

ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น

security code
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงด้านบน


busy
 
เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Top

เข้าสู่ระบบ

Languages

     
พื้นที่โฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2008-2010. วัดปทุมธาราม (หนองบัว) ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
แสดงผลได้สมบูรณ์บนความละเอียดหน้าจอ 1024 by 768 pixcels. ขึ้นไป
เว็บไซท์พระสอนศีลธรรมอำเภอเสิงสาง นครราชสีมา โทร 0833745590
#fc3424 #5835a1 #1975f2 #83a92c #8bb832 #1c2def