Home You are here: Home บทความน่าสนใจ พระพทุธเจ้า 29 พระองค์ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพุทธศานา
ธันวาคม
27
2009
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพุทธศานา

กัป  ๒

๑.  สุญญกัป         กัปที่ว่างเปล่าจากบุคคล

๒. อสุญญกัป       กัปที่ไม่ว่างเปล่าจากบุคคล

 

วิมุติ  ๒

๑.  เจโตวิมุติ        ความหลุดพ้นแห่งจิต

๒. ปัญญาวิมุติ     ความหลุดพ้นด้วยปัญญา

 

 

พระรัตนตรัย ๓

๑.   พุทธรัตนะ                    รัตนะคือพระพุทธเจ้า

๒.  ธรรมรัตนะ                   รัตนะคือพระธรรม

๓.  สังฆรัตนะ                     รัตนะคือพระสงฆ์

 

ไฟ ๓ กอง

๑.  ราคัคคิ                             ไฟ คือ ราคะ         ได้แก่      ความติดใจ

๒. โทสัคคิ                            ไฟ คือ โทสะ       ได้แก่      ความขัดเคือง

๓. โมหัคคิ                            ไฟ คือ โมหะ       ได้แก่      ความหลง

 

ไฟ ๓ กอง อีกนัยหนึ่ง

๑.  อาหุไนยยัคคิ                 ไฟอันควรแก่การคำนับบูชา ได้แก่ บิดามารดา

๒.  คหปตัคคิ                       ไฟของเจ้าบ้าน  ได้แก่ บุตรภรรยา และคนในปกครอง

๓.  ทักขิไณยยัคคิ                ไฟอ้นควรแก่ทักษิณา ได้แก่ สมณะพราหมณ์

 

ภพ ๓

๑.  กามภพ                           ภพที่เป็นกามาวจร ได้แก่ อบาย ๔ มนุษย์โลก และกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น

๒.  รูปภพ                            ภพที่เป็นรูปาวจร  ได้แก่ รูปพรหม ๑๖

๓.  อรูปภพ                          ภพที่เป็นอรูปาวจร  ได้แก่  อรูปพรหม ๔

 

โกลาหล ๓

๑.  กัปปโกลาหล ล่วงไป ๑ แสนปี  กัปจักตั้งขึ้น

๒.  พุทธโกลาหล               ล่วงไป ๑ พันปี พระพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้น

๓.  จักรวัตติโกลาหล          ล่วงไป ๑ ร้อยปี พระพุทธเจ้าพรรดิจักเสด็จอุบัติขึ้น

 

เทวทูต ๓

๑.  ชิณณะ            คนแก่

๒.  พยาธิตะ        คนเจ็บ

๓.  มตะ                                คนตาย

 

วิชชา ๓

๑.  ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุระลึกชาติหนหลังได้

๒.  จุตูปปาตญาณ  ความรู้เรื่องจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย

๓.  อาสวักขยญาณ  ความรู้เรื่องความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

 

ไตรเพท ความรู้ ๓

๑.  ฤคเวท

๒.  ยชุรเวท

๓.  สามเวท

 

ไตรลักษณ์ ๓

๑.  อนิจจตา         ความเป็นของไม่เที่ยง

๒.  ทุกขตา           ความเป็นทุกข์

๓.  อนัตตตา        ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน

 

จักรรัตนะ จะขยับเขยื้อนได้เพราะเหตุ ๓ ประการ

๑. เพราะพระเจ้าจักรพรรดิจะสิ้นพระชนม์

๒. เพราะพระเจ้าจักรพรรดิเสด็จออกผนวช

๓. เพราะพระพุทธเจ้าปรากฏ

 

จาตุรงสันนิบาต ๔

๑. พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

๒. พระสงฆ์เหล่านั้น บวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

๓. พระสงฆ์เหล่านั้นเป็น พระอรหันต์ทุกรูป

๔. วันนั้นเป็นวันที่ดวงจันทร์ เสวยมาฆฤกษ์ ( ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ )

จาตุรงคเสนา ๔

๑. กองพลช้าง     กองทัพช้าง      ๒. กองพลม้า                       กองทัพม้า

๓. กองพลรถ       กองทัพรถ        ๔. กองพลเดินเท้า              กองทัพคน

 

วรรณะ ๔

๑. กษัตริย์             ชนชั้นเจ้า, ชนชั้นปกครอง

๒. พราหมณ์        ชนชั้นเจ้าตำรา เจ้าพิธี

๓. แพศย์               ชนชั้นพ่อค้าและกสิกร

๔. ศูทร                  ชนชั้นต่ำ, พวกทาสกรรมกร

 

มหาทวีป ๔

๑. ชมพูทวีป               ๒. อมรโคยานทวีป

๓. อุตตรกุรุทวีป           ๔. ปุพวิเทหทวีป

 

เทวทูต หรือ นิมิต ๔

๑. ชิณณะ             คนแก่            ๒. พยาธิตะ          คนเจ็บ

๓. กาลกตะ          คนตาย           ๔. ปัพพชิตะ        บรรชิต นักบวช

 

พุทธบริษัท ๔

๑. ภิกษุบริษัท             ๒. ภิกษุณีบริษัท

๓. อุบาสกบริษัท          ๔. อุบาสิกาบริษัท

 

รูปาวจรฌาน ๔

๑. ปฐมฌาน         มีองค์ ๕ คือ วิตก  วิจาร  ปีติ  สุข  เอกัคคตา

๒. ทุติยฌาน        มีองค์ ๓ คือ  ปีติ  สุข  เอกัคคตา

๓. ตติยฌาน         มีองค์ ๒ คือ สุข  เอกัคคตา

๔. จตุตถฌาน      มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา  เอกัคคตา

 

อรูปาวจรฌาน ๔

๑. อากาสานัญจายตนฌาน         ๒. วิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อากิญจัญญายนฌาน            ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

 

อริยสัจ ๔

๑. ทุกขอริยสัจ                                                     อริยสัจคือ ทุกข์

๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจ                                   อริยสัจคือ เหตุเกิดแห่งทุกข์

๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ                                          อริยสัจคือ ความดับทุกข์

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจคือ ปฏิปทานนำไปสู่ความดับทุกข์

 

สติปัฎฐาน ๔

๑. กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน                            สติกำหนดพิจารณาเห็น ภายในกาย

๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน                        สติกำหนดพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนา

๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน                           สติกำหนดพิจารณา เห็นจิตในจิต

๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน                          สติกำหนดพิจารณาเห็น ธรรมในธรรม

 

ปฏิสัมภิทา ๔

๑. อัตถปฏิสัมภิทา                              ปัญญาแตกฉานในอรรถ คือ ความหมาย

๒. ธัมมปฏิสัมภิทา                             ปัญญาแตกฉานในธรรม คือ หลักการ

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา                           ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ คือ  ภาษา

๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา                       ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือ ความคิดทันเหตุการณ์

 

พรหมวิหาร ๔

๑. เมตตา                                               ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข

๒. กรุณา                                               ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์

๓. มุทิตา                                               ความพลอยยินดี ในเมื่อผู้อื่นได้ดี

๔. อุเบกขา                                           ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ

 

เวสารัชชญาณ ๔

๑. สัมมาสัมพุทธาปฏิญญา               ท่านปฏิญญาว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมเหล่านี้ ท่านก็ยังไม่รู้

๒.ขีณาสวปฏิญญา                              ท่านปฏิญญาว่า เป็นพระขีณาสพอาสวะเหล่าของท่าน ยังไม่สิ้นไป

๓. อันตรายิกธรรมวาทะ                   ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่า เป็นอันตรายธรรมเหล่านั้น ไม่อาจก่ออันตรายให้ได้จริง

๔. นิยยานิกธรรมเทศนา                   ท่านแสดงธรรม เพื่อประโยชน์อย่างใดประโยชน์อย่างนั้น ไม่เป็นทางนำผู้ทำตาม ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง

 

ท้าวมหาราชทั้ง ๔

๑. ท้าวธตรฐ            ( จอมภูต )         อยู่ประจำ ทิศตะวันออก

๒. ท้าววิรุฬหก        ( จอมเทวดา )   อยู่ประจำ ทิศใต้

๓. ท้าววิรูปักษ์         ( จอมนาค )      อยู่ประจำ ทิศตะวันตก

๔. ท้าวเวสสุวรรณ  ( จอมยักษ์ )       อยู่ประจำ ทิศเหนือ

 

ของหอม ๔ ชนิด ( กลิ่นทิพย์ )

๑. ดอกพิกุล               ๒. ชะเอมเทศ

๓. มะกล่ำเครือ            ๔. ขิงแครง

 

ศรีในภูมิ ๔

๑. ปาฏิโมกขสังวรศีล                        ศีลคือ ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์

๒. อินทรียสังวรศีล                            ศีลคือ ความสำรวมอินทรีย์

๓. อาชีวปาริสุทธิศีล                          ศีลคือ ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ

๔. ปัจจัยสันนิสิตศีล                           ศีล ที่เกี่ยวกับปัจจัย ๔

 

ความเพียรมีองค์ ๔

๑. เนื้อ และเลือดในกายจะเหือดแห้งหายไป

๒. จะเหลือแต่เพียงหนัง เอ็น กระดูกก็ตามที

๓. ถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธญาณ

๔. จักไม่ลุกจากบัลลังก์นี้เด็ดขาด

 

อิทธิบาท ๔

๑. ฉันทะ                              ความพอใจฝักใผ่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่

๒. วิริยะ                                ความขยันหมั่นเพียรในสิ่งที่ประกอบอยู่นั้น

๓. จิตตะ                               ความคิด สนใจในสิ่งที่ทำนั้น

๔. วิมังสา                             ความไตร่ตรองพินิจพิจารณาในสิ่งนั้น

 

สามัญญผล ๔

๑. โสดาปัตติผล                 ผลแห่งการเข้าถึงกระแส ที่นำไปสู่ พระนิพพาน

๒.สกทาคามิผล                   ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย

๓. อนาคามิผล                     ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

๔. อรหัตตผล                       ผลคือความเป็น พระอรหันต์

 

ภาวนา ๔

๑. กายภาวนา                       การเจริญกาย ฝึกอบรมกาย

๒. ศีลภาวนา                       การเจริญศีล ฝึกอบรมศีล

๓. จิตตภาวนา                     การเจริญจิต ฝึกอบรมจิตใจ

๔. ปัญญาภาวนา                 การเจริญปัญญา ฝึกอบรมปัญญา

 

ปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการ จะเกิดขึ้นเพราะฐานะ ๔

๑. เมื่อพระสัพพัญญโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา

๒. ประสูติ

๓. ตรัสรู้

๔. ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม

 

เบญจขันธ์ ๕

๑. รูปขันธ์                            กองรูป ร่างกาย

๒. เวทนาขันธ์                     กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์

๓. สัญญาขันธ์                     กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย

๔.สังขารขันธ์                      กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง

๕. วิญญาณขันธ์                  กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์

 

อนุปุพพีกถา ๕

๑. ทานกถา                          เรื่องทาน กล่าวถึ งการให้

๒. สีลกถา                            เรื่องศีล กล่าวถึง ความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม

๓. สัคคกถา                          เรื่องสวรรค์ กล่าวถึง ความสุขความเจริญ

๔. กามาทีนวกถา                เรื่องโทษแห่งกาม กล่าวถึง ส่วนเสียแห่งกาม

๕. เนกขัมมานิสังสกถา    เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม กล่าวถึงผลดี ของการไม่ติดอยู่ในกาม

 

มหาวิโลกนะ ๕

๑. กาล                                   ทรงตรวจดูว่า เป็นกาลที่เหมาะสมแล้วหรือยัง

๒. ทวีป                                 ทรงตรวจดู ทวีปที่เหมาะสม

๓. ประเทศ                           ทรงตรวจดู ประเทศที่เหมาะสม

๔. ตระกูล                             ทรงตรวจดู ตระกูลที่เหมาะสม

๕. กำหนดพระชนมายุ ของพระพุทธมารดามีประมาณ ๑๐ เดือนกับ ๗ วัน

โปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕

๑. หญ้าแพรก                       ๒. ข้าวสาร

๓. เมล็ดพันธ์ผักกาด                ๔. ดอกมะลิ

๕. ข้าวตอก

 

โทษของสถานที่จงกรม ๕ ประการ

๑. เป็นที่แข็งขรุขระ                ๒. อยู่ในต้นไม้

๓. เป็นที่รกกำบัง                   ๔. แคบเกินไป

๕. กว้างเกินไป

 

อสุญญกัป ๕

๑. สารกัป                             มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ พระองค์เดียว

๒. มัฌฆกัป                          มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ๒ พระองค์

๓. วรกัป                               มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ๓ พระองค์

๔. สารมัฌฑกัป                  มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ๔ พระองค์

๕. ภัทรกัป                            มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ ๕ พระองค์

 

เภสัช ๕

๑. เนยใส                  ๒. เนยข้น

๓. น้ำมัน                  ๔. น้ำผึ้ง

๕. น้ำอ้อย

 

พระยามาร ๕ สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดี

๑. กิเลสมาร                         มารคือ กิเลส

๒. ขันธมาร                         มารคือ เบญจขันธ์

๓. อภิสังขารมาร                มารคือ อภิสังขาร

๔. เทวปุตตมาร                   มารคือ เทพบุตร

๕. มัจจุมาร                           มารคือ ความตาย

 

ปัญจวัคคีย์ ๕

๑. พระอัญญาโกณฑัญญะ         ๒. พระวัปปะ

๓. พระภัททิยะ                     ๔. พระมหานามะ

๕. พระอัสสชิ

ฉัพพัณณรังสี ๖

๑. นีล                                    สีเขียว เหมือนดอกอัญชัน

๒. ปีต                                    สีเหลือง เหมือนหรดาลทอง

๓.โลหิต                                สีแดง เหมือนดวงตะวันอ่อน ๆ

๔. โอทาต                             สีขาว เหมือนแผ่นเงิน

๕. มัญเชฏฐ                         สีหงสบาท เหมือนดอกหงอนไก่

๖. ปภัสสร                           สีเหลื่อมพราย เหมือนแก้วผนึก

 

อภิญญา ๖

๑. อิทธิวิธิ                                             แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้

๒. ทิพพโสต                                        หูทิพย์

๓. เจโตปริยญาณ                                กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้

๔. ปุพเพนิวาสานุสสติ              ระลึกชาติหนหลังได้

๕. ทิพพจักขุ                                        ตาทิพย์

๖. อาสวักขยญาณ                               ญาณที่ทำอาสวะให้สิ้นไป

 

แก้ว ๗ ประการ

๑. จักรแก้ว                           มีกำตั้งพันพร้อมด้วยกง และดุมบริบูรณ์ทุกอย่าง

๒. ช้างแก้ว                          เป็นช้างเผือกชื่อ อุโบสถ เหาะได้

๓. ม้าแก้ว                             เป็นม้าสีขาวปลอดชื่อ วลาหก เหาะได้

๔. มณีแก้ว                           เป็นแก้วเจียระไน ๘ เหลี่ยมส่องแสงไปได้ไกล

๕. นางแก้ว                          มีตัวอุ่นในฤดูหนาว ตัวเย็นในฤดูร้อน ปากหอม เหมือนดอกอุบล

๖. คฤหบดีแก้ว                    เป็นเจ้าหน้าที่ท้องพระคลัง ทำให้พระราชทรัพย์บริบูรณ์

๗. ปริณายกแก้ว                  เป็นบัณฑิตถวายคำแนะนำ แก่พระราชาด้วยปัญญาอันเลิศ

 

สัตตสถาน ( ที่ ๗ แห่ง )

๑. ต้นมหาโพธิพฤกษ์                        ๒. อนิมิสเจดีย์

๓. รัตนจงกรมเจดีย์                          ๔. รัตนฆรเจดีย์

๕. ต้นอชปาลนิโครธ ( ต้นไทร )            ๖. ต้นมุจลินท์ ( ต้นจิก )

๗. ต้นราชายตนะ ( ต้นเกด )

 

สมณบริขาร ๘

๑. อันตรวาสก ผ้านุ่ง ( ผ้าสบง )             ๒. อุตตราสงค์ ผ้าห่ม ( จีวร )

๓. สังฆาฏิ ผ้าพาด ( ผ้าสังฆาฏิ )            ๔. บาตร

๕. ประคดเอว                                ๖. มีดโกน

๗. กล่องเข็มพร้อมทั้งเข็มเย็บผ้า             ๘. ธรรกรก ผ้ากรองน้ำ

บรรณศาลามีโทษ ๘ ประการ

๑. การที่จะสร้างบรรณศาลาให้สำเร็จ จะต้องใช้เครื่องทัพสัมภาระมาก

๒. จำต้องบำรุงรักษาอยู่เป็นนิตย์ ด้วยหญ้าใบไม้ และดินเหนียวเป็นต้น

๓. จำต้องออกไปด้วยเข้าใจว่า ไม่มีเอกัคคตาสำหรับผู้ที่ออกไปในเวลาที่ไม่สมควร ด้วยคิดว่าขึ้นชื่อว่า เสนาสนะย่อมทรุดโทรมไป

๔. ต้องคอยทะนุถนอมร่างกาย เพราะกระทบความเย็น ความร้อนเป็นต้น

๕. ต้องคอยปกปิดคำครหาที่ว่า ผู้เข้าไปยังบ้านเรือน อาจทำความชั่ว อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

๖. ต้องคอยหวงแหนอยู่เสมอว่า สถานที่ น้ำเป็นที่ของเรา

๗. ต้องคอยนึกอยู่เสมอว่า นี้บ้านเรือนต้องอยู่อย่างผู้มีเพื่อน

๘. ต้องเป็นของทั่วไปแก่ สัตว์ทั้งหลายมี เร็น เลือด และจิ้งจกเป็นต้น

 

สถานที่ที่ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ

๑. ไม่หวงทรัพย์ และข้าวเปลือก

๒. แสวงหาแต่บัณฑบาตรที่ไม่มีโทษ

๓. บริโภคแต่ก้อนข้าวที่เย็นแล้ว

๔. ไม่มีกิเลสเครื่องเบียดเบียนรัฐ

๕. ปราศจากฉันทราคะในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย

๖. ไม่มีภัยมีโจรปล้นเป็นต้น

๗. ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชา และอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น

๘. ไม่ถูกกระทบกระทั่งในทิศทั้งปวง

 

พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์

๑. พระสังคณี ( กุสลา ธมฺมา )               ๒. พระวิภังค์ ( ปญฺจกฺขนฺธา )

๓. พระธาตุกถา ( สงฺคโห อสงฺคโห )       ๔. พระปุคคลบัญญัติ ( ฉ ปญฺญฺตฺติโย )

๕. พระกถาวัตถุ ( ปุคฺคโล อุปลพฺภติ )       ๖. พระยมก ( เย เกจิ กุสลา ธมฺมา )

๗. พระมหาปัฏฐาน ( เหตุปจฺจโย )

 

สหชาติ ๗ ที่เกิดพร้อมกับเจ้าชายสิทธัตถะ

๑. มารดาพระราหุล                 ๒. พระอานนท์

๓. พระฉันนะ                      ๔. พระกาฬุทายี

๕. พระยาม้ากัณฐกะ               ๖. ต้นมหาโพธิพฤกษ์

๗. หม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔

 

รัตนะ ๗ ประการ

๑. เงิน                               ๒. ทอง

๓. แก้วมณี                          ๔. แก้วประพาฬ

๕. แก้วมุกดา                        ๖. แก้วผนึก

๗. แก้วไพฑูรย์

 

อภินิหารจะสำเร็จแก่ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ได้ด้วยความถึงพร้อมแห่งธรรม ๘ ประการ

๑. ด้วยความเป็นมนุษย์                                ๒. ด้วยความสมบูรณ์ด้วยเพศบุรุษ

๓. ด้วยเหตุที่สำเร็จพระอรหัตในชาตินั้น             ๔. ด้วยการได้เห็นพระศาสดา

๕. ด้วยการบรรพชา                                    ๖. ด้วยความถึงพร้อมแห่งคุณ

๗. ด้วยอธิการคือการทำให้ยิ่ง                         ๘. ด้วยความเป็นผู้มีความพอใจ

 

โลกธรรม ๘

๑. มีลาภ                             ๒. เสื่อมลาภ

๓. มียศ                    ๔. เสื่อมยศ

๕. สรรเสริญ              ๖. นินทา

๗. สุข                      ๘. ทุกข์

 

มรรคมีองค์ ๘

๑. สัมมาทิฏฐิ       ความเห็นชอบ             ๒. สัมมาสังกัปปะ              ดำริชอบ

๓. สัมมาวาจา      เจรจาชอบ                 ๔. สัมมากัมมันตะ             การงานชอบ

๕. สัมมาอาชีวะ  เลี้ยงชีวิตชอบ              ๖. สัมมาวายามะ                 พยายามชอบ

๗. สัมมาสติ         ระลึกชอบ                 ๘. สัมมาสมาธิ                    ตั้งใจมั่นชอบ

 

อวิชชา ๘

๑. ทุกฺเข อญฺญาณํ                                ไม่รู้ใน ทุกข์

๒. ทุกฺขสมุทเย  อญฺญาณํ                  ไม่รู้ใน ทุกขสมุทัย

๓. ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ                    ไม่รู้ใน ทุกขนิโรธ

๔. ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญญาณ     ไม่รู้ใน ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

๕. ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ                        ไม่รู้ใน ส่วนอดีต

๖. อปรนฺเต อญฺญาณํ                          ไม่รู้ใน ส่วนอนาคต

๗. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต                           ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคต

๘. อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ                   ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมี ขึ้นตามหลัก  อิทัปปัจจยตา

 

น้ำปานะ ๘

๑. อมฺพปานํ                         น้ำผลมะม่วง                        ๒. ชมฺพุปานํ                        น้ำผลหว้าหรือชมพู่

๓. โจจปานํ                          น้ำผลกล้วยมีเมล็ด         ๔. โมจปานํ                          น้ำผลกล้วยไม่มีเมล็ด

๕. มธุปานํ                            น้ำผลมะทราง             ๖. มุทฺทิกปานํ                      น้ำผลจันทร์หรือผลองุ่น

๗. สาลุกปานํ                       น้ำรากบัว                  ๘. ผารุสกปานํ                     น้ำผลลิ้นจี่หรือผลมะปราง

 

น้ำปานะ ๘ อีกอย่างหนึ่ง

๑. โกสมฺพปานํ    น้ำผลสะคร้อ                        ๒. โกลปานํ                         น้ำผลเล็บเหยี่ยว

๓. พทรปานํ                         น้ำผลพุทรา                ๔. ฆฏปานํ                           น้ำที่ทำด้วยเปรียง

๕. เตลปานํ                           น้ำมัน                      ๖. ปโยปานํ                          น้ำนม

๗. ยาคุปานํ                          น้ำข้าวยาคู                 ๘. รสปานํ                            น้ำที่ทำด้วยปัญยโครส

 

สมาบัติ ๘

๑. รูปฌาน ๔              ๒. อรูปฌาน ๔

 

อนุปุพพวิหาร ๙

๑. รูปฌาน ๔              ๒. อรูปฌาน ๔            ๓. สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑

 

ทวาร ๙ ช่อง

๑. ช่องตาทั้ง        ๒ ข้าง           ๒. ช่องหูทั้ง        ๒ ข้าง

๓. ช่องจมูกทั้ง     ๒ ข้าง           ๔. ช่องปาก          ๑ ช่อง

๕. ช่องทวารหนัก ๑ ช่อง          ๖. ช่องทวารเบา  ๑ ช่อง

 

ฝนอาวุธ ๙ ชนิด

๑. ฝนหิน                  ๒. ฝนภูเขา                ๓. ฝนเปลวไฟ

๔. ฝนน้ำ                  ๕. ฝนตม                  ๖. ฝนเถ้าถ่าน

๗. ฝนอาวุธ                ๘. ฝนถ่านเพลิง           ๙. ฝนทราย

 

ผ้าสาฎก มีโทษ ๙ ประการ

๑. ผ้าเป็นของมีค่ามาก

๒. ชีวิตนักบวชอยู่ได้เนื่องด้ายผู้อื่น

๓. ผ้าหมองไปที่ละน้อย

๔. ผ้าที่หมองแล้วจำต้องซักต้องย้อม

๕. ผ้าเก่าไปด้วยการใช้ และผ้าที่เก่าแล้วจำต้องทำการชุม การปะ

๖. ผ้าเกิดได้ยากในการแสวงหาใหม่

๗. ไม่เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส

๘. เป็นของสาธารณะทั่วไปแก่พวกโจร ต้องระวังรักษาอย่างดี

๙. เป็นฐานะแห่งการแต่งตัว

 

บารมี ๑๐

๑. ทานบารมี                        การให้ การเสียสละ

๒. ศรีบารมี                          การักษากายวาจาให้เรียบร้อย ความประพฤติที่ดีงามถูกต้องตามพระวินัย

๓. เนกขัมมบารมี               การออกบวช การปลีกตัวปลีกใจออกจากกาม

๔. ปัญญาบารมี                   ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

๕. วิริยบารมี                        ความเพียร ความพยายามบากบั่น อุตสาหะ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

๖. ขันติบารมี                       ความอดทน ความทนทานของจิตใจ ไม่ลุอำนาจกิเลส

๗. สัจจบารมี                        ความจริง หรือ พูดจริง ทำจริง และจริงใจ

๘. อธิษฐานบารมี               ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนได้แน่นอนและดำเนินตามแนวนั้นแน่วแน่

๙. เมตตาบารมี                    ความรักใคร่ ปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญ

๑๐. อุเบกขาบารมี               ความวางใจเป็นกลาง เที่ยงธรรมไม่เอนเอียงไปด้วย ความยินดียินร้ายหรือความชอบความชัง

 

ทศบารมี เรียงตามที่ถือว่าได้บำเพ็ญในทศชาติชาดก ( แบบไทย )

๑. พระเตมีย์ ( ใบ้ )            เนกขัมมบารมีข้อที่ ๓        ( เต )

๒. พระมหาชนก                วิริยบารมีข้อที่ ๕                 ( ช )

๓. พระสุวรรณสาม            เมตตาบารมีข้อที่ ๙             ( สุ )

๔. พระเนมิราช                  อธิษฐานบารมีข้อที่ ๘        ( เน )

๕. พระมโหสถ                   ปัญญบารมีข้อที่ ๔              ( ม )

๖. พระภูริทัตต์                    ศีลบารมีข้อที่ ๒                  ( ภู )

๗. พระจันทกุมาร               ขันติบารมีข้อที่ ๖                ( จ )

๘. พระนารท                       อุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐        ( นา )

๙. พระวิธุร                           สัจจบารมีข้อที่ ๗ ( วิ )

๑๐. พระเวสสันดร             ทานบารมีข้อที่ ๑                ( เว )

กำลัง 10  ( ทศพลญาณ )

๑. ฐานาฐานญาณ                                               ปรีชาหยั่งรู้ ฐานะ และอฐานะ

๒. กรรมวิปากญาณ                                            ปรีชาหยั่งรู้ ผลแห่งกรรม

๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ                        ปรีชาหยั่งรู้ ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง

๔. นานาธาตุญาณ                                              ปรีชาหยั่งรู้ สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ เป็นอเนก

๕. นานาธิมุตติกญาณ                                        ปรีชาหยั่งรู้ อธิมุติ คือ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่าง ๆ กัน

๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ                               ปรีชาหยั่งรู้ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย

๗. ณานาทิสังกิเลสาทิญาณ                              ปรีชาหยั่งรู้ ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งณานวิโมกข์สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย

๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ                             ปรีชาหยั่งรู้ ความระลึกถึงภพที่เคยอยู่อาศัยในหนหลังได้

๙. จุตูปปาตญาณ                                                 ปรีชาหยั่งรู้ จุติ และอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม

๑๐. อาสวักขยญาณ                                             ปรีชาหยั่งรู้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

 

ทศพิธราชธรรม ( ราชธรรม )

การปกครองโดยธรรม

๑. ทาน                  การให้

๒. ศีล                    ความประพฤติดีงาม

๓. ปริจจาคะ        การบิรจาค

๔. อาชชวะ          ความซื่อตรง

๕. มัททวะ            ความอ่อนโยน

๖. ตปะ                  ความทรงเดช

๗. อักโกธะ          ความไม่โกรธ

๘. อวิหิงสา          ความไม่เบียดเบียน

๙. ขันติ                  ความอดทน

๑๐. อวิโรธนะ     ความไม่เคียดแค้น

 

เสียงอื้ออึ้งที่น่าฟัง ๑๐ ประการ

๑. เสียงช้าง                          ๒. เสียงม้า                           ๓. เสียงรถ

๔. เสียงกลาง                       ๕. เสียงตะโพน                  ๖. เสียงพิณ

๗. เสียงขับร้อง                    ๘. เสียงสังข์                         ๙. เสียงกังสดาล

๑๐. เสียงเชื้อเชิญให้มาเคี้ยว ให้มาดื่ม ให้มากิน และให้มาบริโภคข้าวน้ำ

 

โคนต้นไม้มีคุณ ๑๐ ประการ

๑. มีความริเริ่มขวนขวายน้อย

๒. ได้ความไม่มีโทษโดยง่ายว่า เพียงเข้าไปโคนได้เท่านั้น ( เข้าอยู่ง่าย )

๓. ทำอนิจจสัญญาให้ตั้งขึ้นด้วยการเห็นความแปรปรวนไปของต้นไม้และใบไม้

๔. ไม่ต้องตระหนี่เสนาสนะ

๕. เมื่อจะทำความชั่วที่โคนต้นได้นั้นก็ละอายจึงไม่มีที่ลับในการทำความชั่ว

๖. ไม่มีความหวงแหน

๗. อยู่กับเทวดาทั้งหลาย

๘. ปฏิเสธที่กำบัง

๙. ใช้สอยสะดวก

๑๐. ไม่มีความห่วงใย และหาได้ง่ายในที่ทั่วไป

 

ผ้าเปลือกไม้กรองมีคุณ ๑๒ ประการ

๑. มีค่าน้อย                                   ๒. ไม่เนื่องด้วยผู้อื่น

๓. อาจทำได้ด้วยมือตนเอง                         ๔. เมื่อเก่าก็ไม่ต้องเย็บ

๕. ไม่มีโจรภัย                                ๖. การแสวงหาก็ทำได้ง่าย

๗. เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส              ๘. ไม่เป็นฐานแห่งการแต่งตัว

๙. มีความมักน้อยในปัจจัย                   ๑๐. ใช้สะดวก

๑๑. เปลือกไม้ที่เกิดก็หาได้ง่าย               ๑๒. ผ้าเปลือกได้เมื่อสูญหายไปก็ไม่เสียดาย

 

ธุดงค์ ๑๓

๑.ปังสุกูลิกังคธุดงค์                            องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

๒. เตจีวริกังคธุดงค์                            องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร

๓. บิณฑปาติกังคธุดงค์                      องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการเที่ยวไปบิณฑบาตเป็นวัตร

๔. สปทานจาริกังคธุดงค์                   องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือเที่ยวไปบิณฑบาตตามลำดับเป็นวัตร

๕. เอกาสนิกังคธุดงค์                         องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร

๖. ปัตตปัณฑิกังคธุดงค์                      องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร

๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์                องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร

๘. อารัญญิกังคธุดงค์                         องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

๙. รุกขมูลิกังคธุดงค์                           องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการอยู่ที่โคนต้นไม้เป็นวัตร

๑๐. อัพโภกาสิกังคธุดงค์                   องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร

๑๑. โสสานิกังคธุดงค์                        องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร

๑๒. ยถาสันถติกังคธุดงค์                  องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะ ตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร

๑๓. เนสัชชิงกังคธุดงค์                     องค์แห่งภิกษุ ผู้ถือการนั่งเป็นวัตร

 

มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

๑. ทรงมีพื้นพระบาทเรียบเสมอกัน

๒. ภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒ มีลายกงจักรเกิดขึ้น ซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบด้วยรูปมงคลครบ ๑๐๘ ประการ

๓. ทรงมีส้นพระบาท ยื่นยาวออกไป ๑ ใน ๓ ส่วนของฝ่าเท้า

๔. ทรงมีพระองคุลี นิ้วพระหัตถ์ นิ้วพระบาท ยาวงามเรียวเสมอกัน

๕. ทรงมีพระหัตถ์ และพระบาท อ่อนนุ่มเสมอกัน

๖. พระหัตถ์ และฝ่าพระบาท มีเส้นที่ข้อพระองคุลีจรดกัน ดุจตาข่ายถักไว้ ในช่องบัญชร นิ้วพระหัตถ์ นิ้วพระบาทชิดสนิทกันดี

๗. ทรงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ข้อพระบาทลอยอยู่บนหลังเท้า

๘. ทรงมีพระชงฆ์รีเรียว ดุจแข้งเนื้อทราย และมีเนื้อเต็มเสมอกัน

๙. เมื่อทรงประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลง ก็ทรงเอาพระหัตถ์ลูบคลำพระชานุ ( หัวเข่า )ได้ด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒

๑๐. ทรงมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ไม่หย่อนยาน เปิดเผยเยี่ยงสามัญชน

๑๑. ทรงมีพระฉวีวรรณดุจทองคำ

๑๒. ทรงมีพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงไม่ติดพระวรกาย

๑๓. ทรงมีพระโลมชาติเดี่ยว และเส้นเสมอไปทุกขุมขน

๑๔. ทรงมีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น และขอดเป็นวง เวียนขวา มีสีครามเข้มเหมือนดอกอัญชัน

๑๕. ทรงมีพระวรกายตรงดุจ กายท้าวมหาพรหม

๑๖. ทรงมีพระมังสะเต็มบริบูรณ์ในที่ ๗ แห่ง คือ หลังพระหัตถ์ทั้งสอง หลังพระบาททั้งสอง จะงอยพระอังสาทั้งสอง และพระศอ

๑๗. ทรงมีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์

๑๘. ทรงมีพระปฤษฎางค์ เต็มเสมอกัน ( แผ่นหลัง จากบั้นเอวถึงคอ มองไม่เห็นกระดูก )

๑๙. พระวรกายเป็นปริมณฑลดุจ ปริมณฑลของต้นไทร พระวรกายสูง เท่ากับ ๑ วา (ประมาณ ๒ เมตร )

๒๐. ทรงมีพระศอ กลมเท่ากันตลอด

๒๑. ทรงมีเส้นปราสาท สำหรับรับรสพระกระยาหารได้ดี

๒๒. ทรงมีพระหนุ ดุจคางราชสีห์

๒๓. ทรงมีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ( บนและล่างอย่างละ ๒๐ ซี่ )

๒๔. ทรงมีพระทนต์เรียบเสมอกัน

๒๕. ทรงมีพระทนต์ไม่ห่าง

๒๖. ทรงมีพระทาฐะ ( เขี้ยวแก้ว ) อันขาวงาม

๒๗. ทรงมีพระชิวหา กว้างใหญ่ยาว ปกพระนลาฎมิด

๒๘. ทรงมีพระสุรเสียง ดุจเสียงพรหม ตรัสสำเนียงดุจเสียงของ นกการะเวก

๒๙. ทรงมีพระเนตร ดำสนิท

๓๐. ทรงมีดวงพระเนตรแจ่มใส ดุจตาลูกโค

๓๑. ทรงมีพระอุณาโลม ขาวละเอียดอ่อน ดังสำลี เกิดระหว่าง พระขนง และเวียนไปทางขวา

๓๒. ทรงมีพระเศียร เต็มบริบูรณ์เหมือนรูปไข่ ขอบพระกรรณซ้าย เสมอกับขวา ปลายพระกรรณทั้ง ๒ ยาวลงมาเสมอริมฝีพระโอษฐ์เบื้องบนพอดี

 

บุพพนิมิต ๓๒ ประการ

๑. ความหวั่นไหวแห่งหมื่นโลกธาตุ

๒. การประชุมแห่งเทพดาทั้งหลายในจักรวาลหนึ่ง

๓. เทพดาทั้งหลายรับก่อน

๔. มนุษย์ทั้งหลายรับในภายหลัง

๕. กลองหุ้มหนัง และกลองทั้งหลาย ประโคมขึ้นเอง

๖. พิณ และอาภรณ์เครื่องประดับ บรรเลงเสียงเพลงได้เอง

๗. เครื่องพันธนาการขาดหลุดได้เอง

๘. มหาชนปราศจากโรคภัยทุกอย่าง

๙. คนตาบอดแต่กำเนิดมองเห็นรูปได้

๑๐. คนหูหนวกแต่กำเนิดได้ยินเสียง

๑๑. คนบ้าแต่กำเนิดกลับได้สติระลึกได้

๑๒. คนขาพิการใช้เท้าเดินได้ตามปกติ

๑๓. เรือซึ่งเดินทางไปต่างประเทศ แล้วกลับมายังท่าเดิม ได้อย่างรวดเร็ว

๑๔. รัตนะทุกอย่างเรืองแสงได้เองโดยรอบ

๑๕. ไฟนรกดับเองทั้งหมด

๑๖. แม่น้ำทุกสายหยุดนิ่งไม่ไหล

๑๗. ได้มีแสงสว่างในโลกกันตริกนรก

๑๘. มหาสมุทรมีน้ำจืดและมีรสอร่อย

๑๙. ลมไม่พัด

๒๐. ต้นไม้ดอกทั้งหมดออกดอกบานสะพรั่ง

๒๑. ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหลายจรัสแสงยิ่งขึ้น

๒๒. ดวงอาทิตย์ แผดแสงร้อนจ้า แต่ไม่ร้อนแรง

๒๓. ฝูงนกพากันร่าเริง โผบินจากฟากฟ้า และต้นไม้ลงมาอยู่ที่พื้นดิน

๒๔. เมฆฝนที่อยู่ในทวีปทั้ง ๔ หลั่งน้ำฝนที่มีรสอร่อยลงมาโดยรอบ

๒๕. เทพดาทั้งหลายซึ่งอยู่ในภพทิพย์ของตน พากันฟ้อนรำขับร้อง และประโคมดนตรีเป็นต้น

๒๖. ประตูเล็ก และบานประตูใหญ่เปิดได้เอง

๒๗. มหาชนไม่มีความอดอยาก และความหิวบีบคั้น

๒๘. มหาชนไม่มีความกระหายบีบคั้น

๒๙. หมู่สัตว์ผู้มีเวรต่อกัน กลับได้มีเมตตาจิตต่อกัน

๓๐. หมื่นโลกธาตุเกลื่อนกลาดไปด้วย ธงมาลัยเป็นต้น

๓๑. ความกระหายน้ำในโลกของปีศาจ ที่ไม่ได้น้ำมาเป็นเวลาพุทธันดรก็หายไป

๓๒. ฝูงม้า ฝูงช้าง ส่งเสียงร้องก้องกัมปนาทไปทั่ว

 

ทิฏฐิหรือมิจฉาทิฎฐิ ๖๒

๑.ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ คือ ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต มี ๕ หมวด คือ

๑. สัสสตทิฏฐิ ๔ คือ เห็นว่าโลกเที่ยง, เป็นอัตตา

๑.๑. ระลึกชาติในอดีตหนหลังได้

๑.๒. ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้ ๑ - ๒ กัป

๑.๓. ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้ ๑๐ – ๒๐ กัปไปได้อีก

๑.๔. เชื่อมั่นว่าจุติแล้ว ถือปฎิสนธิใหม่ เที่ยงแท้อยู่อย่างนี้ตลอดไป

๒. เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ ๔ คือ เห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง

๒.๑ เมื่อโลกพินาศ สัตว์ไปเกิดในอาภัสรพรหม พอโลกเจริญขึ้นก็กลับจุติมา เกิดในโลกนี้ใหม่ วิมานพรหมก็ว่าง

๒.๒ พวกเทวดาชื่อขิฑฑาปโทสิกะเท่านั้นจุติ พวกอื่นไม่จุติ

๒.๓ พวกเทวดาชื่อมโนปโทสิกะ คอยเพ่องโทษกันและกันแล้วจึงจุติ

๒.๔ อัตตา เป็นของไม่เที่ยง แต่จิตหรือวิญญาณเป็นของเที่ยงคงทน

๓. อันตานันติกทิฏฐิ  ๔  คือ เห็นว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้

๓.๑ โลกมีที่สุด

๓.๒ โลกไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้

๓.๓ โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้

๓.๔ โลกด้านบนมีที่สุด ด้านขวางหาที่สุดมิได้

๔ อมราวิกเขปิกทิฏฐิ  ๔ คือ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างดิ้นได้ ไม่ตายตัว

๔.๑ ไม่รู้ชัดว่า โลกเป็นกุศลหรืออกุศล จึงไม่กล้าพยากรณ์

๔.๒ ความพอใจ ความติดใจ เป็นอุปาทาน จึงไม่กล้าพยากรณ์

๔.๓ โต้ตอบด้วยชำนาญการโต้ตอบ เมื่อตอบไม่ได้ จึงไม่กล้าพยากรณ์

๔.๔ โลกหน้ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช้ก็ไม่ใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่

๕. อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ  ๒ คือ  เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ

๕.๑  พวกเทวดาชื่อ อสัญญีสัตว์จุติมาแล้วก็ระลึกชาติได้ว่า อัตตา และโลกเกิดขึ้นลอย ๆ เบื้องหน้าแต่นั้นไประลึกไม่ได้

๕.๒  สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า อัตตา และโลกเกิดขึ้นลอย ๆ

 

๒. อปรันตกัปปิกทิฏฐิ ๔๔ คือ ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตมี ๕ หมวด คือ

๑. สัญญีทิฏฐิ  ๑๖ คือ อัตตาที่เหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา

๑.๑         อัตตา ที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๒        อัตตา ที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๓        อัตตา  ทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน  มีสัญญา

๑.๔        อัตตา ที่มีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๕        อัตตา ที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๖         อัตตา ทีไม่มีที่สุด ยั่นยืน  มีสัญญา

๑.๗        อัตตา ทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๘        อัตตา  ทั้งที่มีที่สุดก็ไม่ใช่  ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ยั่นยืน มีสัญญา

๑.๙         อัตตา ที่มีสัญญาอย่างเดียว ยั่นยืน  มีสัญญา

๑.๑๐      อัตตา ที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน  มีสัญญา

๑.๑๑      อัตตา ที่มีสัญญาย่อยเยา ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๑๒     อัตตา ที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๑๓     อัตตา ที่มีสุดอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๑๔     อัตตา ที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๑๕     อัตตา ที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์   ยั่งยืน มีสัญญา

๑.๑๖      อัตตา ที่มีทุกข์ก็ไม่ใช่ สุขก็ไม่ใช่ ยั่งยืน มีสัญญา

 

๒. อสัญญีทิฏฐิ ๘ คือ อัตตาที่เหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา

๒.๑  อัตตา ที่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๒ อัตตา ที่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๓ อัตตา ที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๔ อัตตา ทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืนไม่มีสัญญา

๒.๕ อัตตา ที่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๖ อัตตา ที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๗ อัตตา ทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

๒.๘ อัตตา ทั้งที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา

 

๓. เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ ๘ คือ อัตตาที่เหนือการตายมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๑  อัตตา ที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๒  อัตตา ที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๓  อัตตา ทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ ไม่ใช่

๓.๔  อัตตา ทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๕  อัตตา มีที่สุด ยั่งยืน  มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๖  อัตตา ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๗  อัตตา ทั้งที่มีที่สุด  ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั้งยืน  มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

๓.๘  อัตตา ทั้งที่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

 

๔. อุจเฉททิฏฐิ ๗ คือ เห็นว่าตายแล้วสูญ ได้แก่ ความเลิกเกิดของสัตว์

๔.๑  อัตตา ที่มีรูป บิดา มารดา ตายแล้วสูญ

๔.๒  อัตตา อื่นทีเป็นทิพย์ มีรูปเป็นกามาวจร บริโภคกพฬิงการาหารตายแล้วสูญ

๔.๓  อัตตา อื่นที่เป็นทิพย์ มีรูปสำเร็จด้วยใจ ตายแล้วสูญ

๔.๔  อัตตา ที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ มีอารมณ์ด้วยอากาศ หาที่สุดมิได้

๔.๕  อัตตา ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายนะ มีอารมณ์ว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้

๔.๖  อัตตา ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ มีอารมณ์ว่า ไม่มีอะไร ๆ

๔.๗  อัตตา ที่เข้าถึงชั้นแนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอารมณ์ว่าละเอียดประณีต

 

๕.  ทิฏฐิธัมมนิพพานทิฏฐิ ๕ คือ เห็นว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมดาอย่างยิ่ง ของสัตว์

๕.๑  อัตตา นี้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณก็บรรลุนิพพาน

๕.๒  อัตตา ที่สงัดจากกามจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานก็บรรลุนิพพาน

๕.๓  อัตตา ที่บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสในจิตภายในก็บรรลุนิพพา

๕.๔  อัตตา ที่บรรลุตติยฌาน มีอุเบกขา มีสติก็บรรลุนิพพาน

๕.๕  อัตตา ที่บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอุเบกขา มีสติ บริสุทธิ์ก็บรรลุนิพพาน

บรรณานุกรม

 

๑.     หนังสือประวัติการสร้างสมเด็จองค์ปฐม ( พระราชพรหมยาน )

๒.    หนังสือพุทธวงศ์ ประวัติพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ รวม และเรียบเรียงโดย เอนก ขำทอง ป.ธ.๙ นักวิชาการศาสนา ๘ ว กลุ่มวิชาการพระพุทธศาสนา และจริยศึกษา กองศาสนศึกษา กรมการศาสนา พ.ศ. ๒๕๔๑

๓.    หนังสือสัมภาระบารมี ของท่าน นาคะประทีป

๔.    หนังสือศาสตร์ว่าด้วยการเป็นพระพุทธเจ้า ของ พระเทพมุนี ( วิลาศ ญาณวโร )

๕.    หนังสืออานันทโพธิ์ โดยคุณรังษี สุทนต์

๖.     หนังสือแกะรอยพระพุทธเจ้า โดย คุณดวงใจ มหาพัฒนากุล

๗.     หนังสือประวัติการสร้าง พระศรีอริยเมตไตรย ( พระราชพรหมยาน )

ความเห็น (0)Add Comment

เขียนแสดงความเห็น

security code
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงด้านบน


busy
 
เรามี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Top

เข้าสู่ระบบ

Languages

     
พื้นที่โฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2008-2010. วัดปทุมธาราม (หนองบัว) ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
แสดงผลได้สมบูรณ์บนความละเอียดหน้าจอ 1024 by 768 pixcels. ขึ้นไป
เว็บไซท์พระสอนศีลธรรมอำเภอเสิงสาง นครราชสีมา โทร 0833745590
#fc3424 #5835a1 #1975f2 #83a92c #8bb832 #1c2def