เสด็จอุบัติในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครพาราณสี พราหมณ์นามว่าพรหมทัต เป็นพระพุทธบิดา นางธนวดีพราหมณี เป็นพระพุทธมารดา พระองค์ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ หลัง ชื่อหังสะ ยสะ และสิริจันทะ ทรงมีพระมเหสีพระนามว่า สุนันทาพราหมณี ทรงมีพระโอสรพระนามว่า วิชิตเสนทรงมีนางสนมนารีกำนัลใน ๔ หมื่น ๘ พันนาง ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒ พันปี เสด็จออกผนวชด้วย ปราสาทราชยาน มีผู้บวชติดตามเป็นจำนวนมาก ทรงทำความเพียรอยู่ ๗ วัน จึงสำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้นิโครธ ( ต้นไทร )พระองค์ครั้นทรงตรัสรู้แล้ว ประทับอยู่ที่โคนโพธิพฤกษ์นั้น ได้ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พาราณสีนคร ทรงมีการตรัสรู้ธรรมครั้งที่สำคัญๆ คือ ครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ ๒ หมื่นโกฏิ เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จเที่ยวไปแสดงธรรมโปรดภิกษุที่บวชตามพระองค์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์ ๑ หมื่นโกฏิ เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จเที่ยวจาริกไปแสดงโปรดมหาชนในชนบทต่าง ๆ ครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ ๕ พันโกฏิ เมื่อคราวที่พระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์เพื่อย่ำยีความมัวเมา และมานะของพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นประดู่ใกล้ประตูสุนทรนคร เมื่อคราวที่พระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว ประทับนั่ง ณ เทวสภา ชื่อ สุธรรมา ในดาวดึงสภพ ทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา และเทพยดา ๓ พันโกฎิ อีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวที่พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมโปรดนรเทพยักษ์ การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์นับจำนวนมิได้
ทรงมีการประชุมพระสงฆ์พระสาวกขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้สงบ ผู้คงที่ ครั้งเดียวเท่านั้น มีพระสงฆ์สาวกขีณาสพ ๒ หมื่นรูป เมื่อคราวที่ติสสะบุตรของปุโรหิตในพระนครพาราณสี พร้อมด้วยบริวารมาทูลขอบวช ในสำนักของพระองค์ แล้วบำเพ็ญเพียร จนบรรลุพระอรหัตทุกรูป ลำดับนั้นพระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ แก่พระสงฆ์สาวกขีณาสพเหล่านั้น ในวันเพ็ญเดือนมาฆมาส
พระองค์ทรงมีพระติสสเถระ และพระภารทวาชเถระ เป็นคู่พระอัครสาวกชั้นเลิศ ทรงมีพระสัพพมิตรเถระ เป็นพุทธอุปัฏฐากทรงมีพระอนุลาเถรี และพระอุรุเวลาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกาชั้นเลิศ ทรงมีสุมงคลอุบาสก และฆฏิการอุบาสก เป็นคู่อัครอุบาสกชั้นเลิศ ทรงมีวิชิตเสนาอุบาสิกา และภัททาอุบาสิกา เป็นคู่อัครอุบาสิกาชั้นเลิศพระองค์ทรงมีพระวรกายสูง ๒๐ ศอก ทรงมีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย สว่างไสว เหมือนกับพระจันทร์ทรงกลดทรงมีพระชนมายุ ๒ หมื่นปี เสด็จดับขันธปรินิพาน พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกขีณาสพทั้งหลายที่ เสตัพยารามวิหารพระสถูปของพระองค์สูง ๑ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ เสตัพยารามวิหาร พระศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่ ๒ หมื่นปี แล้วได้อันตรธานไป
พุทธพยากรณ์ ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปพระองค์นี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติเป็นมาณพชื่อ โชติปาล ในพระนครพาราณสี ซึ่งมีพระเจ้ากิกีเป็นบรมกษัตริย์ เป็นผู้มีชื่อเสียงในการทำนายลักษณะต่าง ๆ มีลักษณะพื้นดิน และอากาศเป็นต้น เป็นสหายกับฆฏิการอุบาสก ได้ฟังธรรมกถาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วมีจิตเลื่อมใสจึงทูลขอบวชในสำนักของพระองค์ ครั้นบวชแล้วก็ปรารภความเพียร เล่าเรียนพระไตรปิฏก เป็นผู้หมดจดงดงามด้วยการปฏิบัติข้อวัตรใหญ่น้อยทั้งปวง พระพุทธองค์ได้ทรงเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้วไ ด้ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในภัทรกัปนี้แล โชติปาลภิกษุนี้ จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก
พระองค์ได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เมื่อจะยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จ จึงได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้ยิ่งขึ้นไป ทรงทำกิจที่บุคคลอื่นทำได้ยากทุกอย่าง เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณอย่างเดียว ทรงยังพระศาสนาของพระชินเจ้าพระองค์นี้ให้งดงามแล้ว ทรงเป็นผู้ไม่ประมาท เจริญพรหมวิหารภาวนา จนได้สำเร็จอภิญญา มีฌานไม่เลื่อม พอสิ้นอายุขัย ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงด้านบน
Username
Password
Remember Me