|

เสด็จอุบัติในตระกูลกษัตริย์ ในกบิลพัสดุ์นคร
พระบรมกษัตริย์พระนามว่า สุทโธทนะ เป็นพระพุทธบิดา พระนางสิริมหามายาราชเทวี เป็นพระพุทธมารดา พระองค์พอประสูติได้ ๕ วัน พระประยูรญาติเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาทำนายพระลักษณะ และเฉลิมพระนามว่าสิทธัตถะ พอประสูติได้ ๗ วันพระมารดาก็ทิวงคต
พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ หลัง ชื่อสุจันทะ โกกนุท และโกญจะ
ทรงมีพระมเหสีพระนามว่า ยโสธรา หรือพิมพา พระโอรสพระนามว่า ราหุล
ทรงมีพระสนมนารีกำนัลใน ๔ หมื่นนาง
ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒๙ ปี
เสด็จออกผนวชด้วย พระยาม้ากัณฐกราชยาน มีนายฉันนะ ตามเสด็จ
ทรงบำเพ็ญเพียรด้วยการทำทุกกรกิริยาอยู่ ๖ ปี
สำเร็จพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ ( ต้นโพธิ์ )
พระองค์ครั้นทรงตรัสรู้แล้ว ทรงยับยั่งอยู่ที่โคนโพธิพฤกษ์นั้น ได้ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ทรงมีการตรัสรู้ธรรมครั้งใหญ่ ๆ ๓ ครั้ง คือ
ครั้งที่ ๑ มีแก่พรหม ๑๘ โกฏิ เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมโปรดภิกษปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้วทรงยังท่านเหล่านั้นให้บรรลุพระอรหัตทุกรูป
ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์นับจำนวนมิได้ เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จไปแสดงธรรมแก่เทพดา และมนุษย์ทั้งหลาย
ครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์นับจำนวนมิได้ เมื่อคราวที่พระองค์ทรงแสดงราหุโลวาทสูตรโปรดพระราหุล ผู้เป็นพระโอรสของพระองค์
ทรงมีการประชุมพระสงฆ์สาวกขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทินผู้สงบ ผู้คงที่ ครั้งเดียวเท่านั้น มีพระสงฆ์สาวกขีณาสพ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ที่บวชด้วยเอหิภิกขุลุปสัมบทา ซึ่งได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ท่านเหล่านั้น ในวันเพ็ญเดือนมาฆมาส
ทรงมีพระโคลิตเถระ และพระอุปติลสเถระ เป็นคู่พระอัครสาวกชั้นเลิศ
ทรงมีพระอานนทเถระ เป็นพุทธอุปัฏฐาก
ทรงมีพระเขมาเถรี และพระอุบลวรรณาเถรี เป็นคู่พระอัครสาวิกาชั้นเลิศ
ทรงมีจิตตอุบาสก และหัตถกอุบาสก ชาวเมืองอาฬวี เป็นคู่อัครอุบาสิกชั้นเลิศ
ทรงมีนันทมารดาอุบาสิกา และอุตตราอุบาสิกา เป็นคู่อัครอุบาสิกาชั้นเลิศ
พระองค์ทรงมีพระวรกายสูง ๑๖ ศอก
ทรงมีพระรัศมี แผ่ซ่านออกจากพระวรกายของพระองค์ สว่างไสวไปได้โดยรอบด้าน ๆ ละ ๑ วา
ทรงมีพระชนมายุ ๘๐ ปี
เสด็จดับขันธปรินิพพาน พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกขีณาสพทั้งหลาย ที่สาลวโนทยาน ระหว่างนางรังทั้งคู่ ณ เมืองกุสินารา ณ วันเพ็ญเดือนวิสาขมาส
พระธาตุทั้งหลายของพระองค์กระจัดกระจายเป็นส่วน ๆ ไปในประเทศนั้น
พระศาสนาของพระองค์จักดำรงอยู่ ๕,๐๐๐ ปี แล้วก็อันตรธานไป
หลังจากที่พระศาสนาของพระองค์อันตรธานไปแล้ว เมื่อมนุษยุ์ทั้งหลายมีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี แล้วลดลงโดยลำดับจนเกิดมามีอายุเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี แล้วเพิ่มขึ้นอีกจนมีอายุถึง ๑ อสงไขย แล้วลดลงอีก จนมีอายุเหลือเพียง ๘๐,๐๐๐ ปี สมัยนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เมตตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลกในภัทรกัปนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ทรงมีพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงมีพระปัญญามาก ผู้ทรงอนุเคราะห์เหล่าสรรพสัตว์ได้เสด็จดับขันธปปรินิพพานแล้วที่สาลวโนทยาน ระหว่างนางรังทั้งคู่ ณ เมืองกุสินารา ณ วันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส และวันนี้ เป็นวันที่เหตุการณ์ณ์ทั้ง ๓ ตรงกัน คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เพราะเหตุนั้น ในวันนี้พุทธศาสนิกชนจึงกำหนดให้เป็น วันวิสาขบูชา เพื่อทำการบูชาพระพุทธเจ้า ส่วนพระธาตุทั้งหลายของพระองค์กระจัดกระจายเป็นส่วนๆไปในประเทศนั้น ๆ
การแจกพระบรมสารีริกธาตุพระโคดมพุทธเจ้า
พระมหาโคดมชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ กระจัดกระจายไปในที่นั้น ๆ พระสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมี ๘ แห่ง
พระบรมสารีริกธาตุส่วนหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูนำไปไว้ใน พระนครราชคฤห์
๑. อยู่ใน พระนครเวสาลี
๒. อยู่ใน พระนครกบิลพัสดุ์
๓. อยู่ใน พระนครอัลลกัปปะ
๔.ส่วนหนึ่งอยู่ใน รามคาม
๕. อยู่ใน พระนครเวฏฐทีปกะ
๖. อยู่ที่ เจ้ามัลละ ในพระนครปาวา
๗. อยู่ที่ เจ้ามัลละ ในพระนครกุสินารา
๘. ฝ่ายโทณพราหมณ์ ผู้แจกพระบรมสารีริกธาตุ ได้นำเอาทะนานทองที่ตวงพระธาตุไป แล้วสร้างพระสถูปบรรจุไว้
๙. กษัตริย์โมริยะผู้มีพระทัยยินดี ได้นำเอาพระอังคารธาตุไป แล้วสร้างพระสถูปบรรจุไว้ตุมพเจดีย์
พระอังคารสถูปเป็นแห่งที่ ๑๐ ประดิษฐานอยู่ในกาลนั้น
พระธาตุ ๗ องค์ คือ พระอุณหิศ ( กรอบหน้า ) ๑ พระทาฐา ( พระเขี้ยวแก้ว ) ๔ พระรากขวัญ ( ไหปลาร้า ) ๒ ไม่กระจัดกระจาย ส่วนพระบรมสาริริกธาตุที่เหลือ กระจัดกระจายไป พระบรมสารีริกธาตุขนาดใหญ่ ที่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว มีสีเหมือนทองคำ มี ๕ ทะนาน ขนาดกลาง มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหัก มีสีเหมือนแก้วมุกดามี ๕ ทะนาน ขนาดเล็ก เท่าเมล็ดพันธ์ผักกาด มีสีขาวเหมือนดอกมะลิมี ๖ ทะนาน
 |