Home You are here: Home บทความน่าสนใจ พระพทุธเจ้า 29 พระองค์ 29.พระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ( พระอนาคตวงศ์ )
ธันวาคม
27
2009
29.พระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ( พระอนาคตวงศ์ )


พระศรีอาริยเมตไตรย (พระอชิตเถระ)

สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้า เสด็จอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร วสนฺโต เมื่อสมเด็จพระชินวร ผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ เข้าพรรษาอยู่ในบุพพาราม อันพระวิสาขา สร้างถวายสิ้นทรัพย์ ๒๗ โกฏิ ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่งพระอชิตเถระ ผู้หน่อบรมพุทธางกูรอริยเมตไตรยเจ้า ให้เป็นเหตุ พระโลกเชษฐ์จึงตรัสพระธรรมเทศนา สำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์ อันจะมาตรัสเป็น องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ครั้งนั้น

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถรเจ้า จึงกราบทูลอาราธนา พระองค์ก็นำมาซึ่งอดีตนิทานแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ ที่จะลงมาตรัสในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป เป็นใจความว่า

เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว ฝูงสัตว์ก็มีอายุถอยลง คงอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นแล จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมาก มีสัตถันตะระกัป มนุษย์ทั้งหลายจะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่ง ฆ่าฟันซึ่งกัน และกัน จะจับไม้ และใบหญ้า ก็กลับกลายเป็นหอก ดาบ แหลน หลาว อาวุธน้อยใหญ่ ไล่ทิ่มแทงกัน ถึงซึ่งความฉิบหายเป็นอันมาก ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วย หุบเขา เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่เร้นซ่อนอยู่นั้น เห็นสงบ สงัดเสียงคน ก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกัน และกัน ก็มีความสงสารรักใคร่เป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัด ร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตา กรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหาร แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕ จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า อันว่าร่างกายของอาตมานี้ หาจริงมิได้ เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว หาสัญญาสำคัญมั่นหมายมิได้ ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสาร เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ปลงสัญญาเห็นในกระแส พระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนืองๆ อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป ที่มีอายุ ๑๐ ปีเป็นอายุขัยนั้น ค่อยทวีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีเป็นอายุขัย ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้นทุกชั้น จนอายุได้ ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง ครั้นนานไปเห็นว่า ไม่รู้จักความตายแล้ว ก็มีความประมาท มิได้ปลงใจลงในกอง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกที จนถึง ๘ หมื่นปี ฝนก็ตกเป็นฤดู คือ ๕ วันตก ๑๐ วันตก ในชมพูทวีปทั้งปวงมีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดี

ครั้งนั้น กรุงพาราณสีเปลี่ยนนาม ชื่อว่า เกตุมมะดี โดยยาวได้ ๑๖ โยชน์ โดยกว้างได้ ๑ โยชน์ มีไม้กัลปพฤกษ์เกิดทั้ง ๔ ประตูเมือง มีแก้ว ๗ ประการ ประกอบเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้นโดยรอบพระนคร ครั้งนั้น มหานฬกาลเทวบุตร  ก็จุติลงมาเกิดเป็น สมเด็จบรมจักรพรรตราธิราช ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร เสวยศิริราชสมบัติ ในเกตุมมะดีมหานคร ในท่ามกลางเมืองนั้น มีปรางค์ปราสาททองอันแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคา ลอยมายังนภาดลอากาศเวหา มาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร ปรางค์ปราสาทนี้ แต่กาลก่อนเป็นปรางค์ปราสาทแห่ง สมเด็จพระเจ้ามหาปะนาท ครั้นสิ้นบุญพระเจ้ามหาปะนาทแล้ว ปรางค์ปราสาทนั้นก็จมลงไปในคงคา เมื่อสมเด็จบรมจักรจอมทวีปผู้ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร ได้เสวยราชสมบัติในเกตุมมะดีนั้น ปรางค์ปราสาทก็ผุดขึ้นมา แต่มหาคงคา ด้วยอานุภาพแห่งบรมจักร ประดับไปด้วยหมู่พระสนมแสนสาวสุรางค์ทั้งหลายประมาณ ๘ หมื่น ๔ พัน พระองค์มีพระราชโอรสประมาณ พันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร เจ้าอชิตราชกุมารนั้น เป็นปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดา ผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร อันบริบูรณ์ไปด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว นางแก้ว แก้วมณีโชติ ช้างแก้ว ม้าแก้ว คฤหบดีแก้ว ปรินายกแก้ว อันว่าสมบัติบรมจักรนั้น ย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนัก เหลือที่จะพรรณนาในกาลนั้น

ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของ สมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้ มีนามปรากฏว่า สุตพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้น มีนามว่า นางพราหมณวดี

ในกาลนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า รับอาราธนานิมนต์แห่งฝูงเทพยดาทั้งหลาย ก็จุติลงมาจากสวรรค์เทวโลกลงมา

ถือเอาปฏิสนธิในครรภ์ แห่งนางพราหมณวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันบัณณสีอุโบสถ เพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ

เทพยดาพากันกระทำสักการบูชา ดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ

แล้วก็มีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา  ชื่อว่า ศิริวัฒนะ สิทธัตถะ และจันทกะ
พระสนมประมาณ ๗ แสน

สมเด็จพระอัครมเหสีแห่ง ทรงพระนามว่า พระจันทมุขี พระราชโอรสทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร

พระองค์มีพระชนม์ได้ ๘ หมื่นปี

แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่ รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมานมีศิริหาเสมอมิได้ เสด็จไปประพาสอุทยาน

ในขณะนั้นอันว่าปรางค์ปราสาทแก้วซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้น ก็ลอยไปในอากาศเวหา พร้อมทั้งพระราชโอรส และหมู่นิกรอนงค์ นางกัลยาทั้งหลาย ก็ไปกับปรางค์ปราสาทนั้น

ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พระยาสุวรรณราชหงส์ทองอันบินไปในอากาศเวหา ฝ่ายฝูงเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา เหาะตามกันมากระทำสักการบูชาในอากาศเวหา แน่นเนื่องกันมาเป็นอเนกอสงไขย ทั้งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลาย ๘ หมื่น ๔ พันพระนครก็ดี และชาวนิคมประจันตประเทศ ชนบททั้งหลายก็ดี ก็ชวนกันมากระทำสักการบูชาด้วยดอกไม้ และของหอม มีประการต่าง ๆ เต็มเดียรดาษกลาดเกลื่อนไปทั้งชมพูทวีป เหล่าพวกอสูรทั้งหลาย ก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาทฯ ฝ่ายพระยานาคราชนั้น กระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี พระยาสุวรรณราชปักษี กระทำสักการบูชาด้วยแก้ว อันเป็นเครื่องประดับตน พระยาคนธรรพ์ทั้งหลายนั้น กระทำสักการ บูชา ด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ ฟ้อนรำ มีประการต่าง ๆ

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้า เสด็จออกบรรพชานั้น ฝูงเทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ และ มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการบูชา ทั้งพระยาบรมจักรพรรตราธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ ก็พร้อมด้วยแสนสาวสนมในทั้งปวง และโยธาหาญ หมู่จตุรงค์องค์พยุหะเสนา อเนกนับมิได้ เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์

ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาจะทรงบรรพชา แล้วก็ลอยไปในอากาศกับด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักร และอานุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น

ครั้นเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ คือ ไม้กากะทิงแล้ว ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น ฝ่ายท้าวมหาพรหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวพัสตร์ กับเครื่องบริขารทั้ง ๘ น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้ว ตัดพระเกศเกล้าให้ขาด แล้วก็โยนขึ้นไปในอากาศเวหา ถือเครื่องบริขารทั้ง ๘ ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ชวนกันบรรพชา บวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก ฝ่ายพระมหาบุรุษราช องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระศรีมหาโพธิสิ้นประมาณ ๗ วัน

ในเมื่อเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ ควงไม้พระมหาโพธิ ขึ้นทรงนั่ง เหนือรัตนอปราชิตบัลลังค์ พระที่นั่งแก้ว ทรงพระคำนึงระลึกถึง บุพพชาติของพระองค์ ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงเห็นโดยลำดับกัน ประจักษ์แจ้งในปฐมยามฯ

ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่ง จุติ-ปฏิสนธิ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพย์จักษุญาณฯ

ครั้นล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์พิจารณาซึ่งปัจจัยการ อันประกอบไปด้วยองค์ ๒ ประการ ตามกระแสพระปฏิจจสมุปบาทธรรม ด้วยสามารถอนุโลม ตรัสรู้ตลอดกัน ในลำดับนั้นก็ได้สำเร็จแก่ พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ทรงพระนามว่า อรหังสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอาทิ ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ เห็นพระนิพพานอันมิได้รู้แก่ รู้ตาย เป็นธรรมาภิสมัย ให้บังเกิดแก่ฝูงเทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย ได้ตรัสรู้มรรค และผล

พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๘ ศอก

พระองค์ใหญ่กว้างได้ ๒๕ ศอก

พระบาทถึงพระชานุมณฑลมีประมาณ ๒๒ ศอก

พระชานุมณฑลขึ้นไปถึงพระนาภีประมาณ ๒๒ ศอก

พระนาภีขึ้นไปถึงพระรากขวัญทั้ง ๒ ประมาณ ๒๒ ศอก

พระรากขวัญขึ้นไปถึงพระเศียรเกล้า ที่สุดยอดพระอุณหิส

เปลวพระพุทธรัศมีนั้น ประมาณ ๒๒ ศอก เสมอกันทั้ง ๔ ส่วน พระรากขวัญทั้ง ๒ แต่ละอันนั้นยาวได้ ๕ ศอก

พระหัตถ์ทั้ง ๒ ซ้าย-ขวานั้น ยาวได้ ๔๐ ศอก ( เข้าใจว่าความยาวจากหัวไหล่ถึงปลายนิ้วมือแต่ละข้าง ยาวได้ ๔๐ ศอก )

ในระหว่างภายในแห่งพระพาหาทั้ง ๒ ซ้าย-ขวา นั้นมีประมาณ ๒๕ ศอก

พระอังคุลีแต่ละอันยาวได้ ๕ ศอก

ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้างได้ ๕ ศอก

พระศอโดยกลมรอบมีประมาณ ๕ ศอก โดยยาว ๕ ศอก

พระโอษฐ์เบื้องบน เบื้องล่าง กว้าง ๑๐ ศอกเสมอกัน

พระชิวหาอยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว ๑๐ ศอก

พระนาสิกสูงยาวลงมาได้ ๗ ศอก

ดวงพระเนตรทั้ง ๒ โดยกว้างได้ ๗ ศอก

แววพระเนตรทั้ง ๒ ที่ดำ กลม เป็นปริมณฑลอยู่นั้น มีประมาณ ๕ ศอก

พระขนงแต่ละข้าง ยาวได้ ๕ ศอก

ระหว่างพระขนงทั้ง ๒ กว้างได้ ๔ ศอก

พระกรรณทั้ง ๒ แต่ละข้าง ยาวได้ ๗ ศอก

ดวงพระพักตร์นั้นเป็นปริมณฑล กลมดังดวงพระจันทร์ เมื่อวันเพ็ญ มีประมาณกลมได้ ๒๕ ศอก

พระอุณหิสที่เวียนเป็นทักขิณาวัฏรอบพระเศียร เป็นเปลวพระพุทธรัศมีขึ้นไปนั้น โดยกลมรอบได้ ๒๕ ศอก

ไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ ( ต้นไม้กากะทิง ) ที่เป็นไม้ศรีมหาโพธินั้น มีปริมณฑลไปได้ ๑๒๐ ศอก

มีกิ่งทั้ง ๕ โดยรอบครอบนั้นก็ได้ ๑๒๐ ศอก

แต่ต้นขึ้นไปปลายสุดกิ่งนั้นได้ ๒๔๐ ศอก โดยสูง โดยสะกัดเป็นปริมณฑลเหมือนกัน มีใบสดเขียวอยู่เป็นนิจจกาลทรงดอก และเกสรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาด เปรียบประดุจดอกปาริชาติ ในดาวดึงสาสวรรค์

สมเด็จพระสัพพัญญูองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า  ทรงทวัตติงสามหาปุริสลักษณะ  ประกอบไปด้วย

พระฉัพพรรณรังสี พระพุทธรัศมี ๖ ประการ สว่างออกจากพระสรีรกายเป็นอันงาม ประดุจดังท่อธารสุวรรณ ธาราน้ำทองอันไหลหลั่งออกมา เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยสุขทุกเมื่อ มีสติระลึกถึง พระพุทธคุณเป็นอารมณ์เนือง ๆ ด้วย เดชานุภาพพระพุทธคุณนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคซึ่งโภชนาหาร แต่เนื้อแห่งข้าวสาลี อันบังเกิดมีมาเอง ได้ประดับประดาสรีรกาย และผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ แต่ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นบรมสุข ปางเมื่อพระองค์ผู้ทรงสวัสดิภาคเป็นอันงามทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ตรัสแสดง พระสัทธรรมเทศนา พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มนุษย์ และเทพยดาทั้งหลายได้ซึ่งธรรมาภิสมัย มรรค และผลธรรมวิเศษ ประมาณ ๓ แสนโกฏิ

พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ทรงสร้างพระบารมีมาสิ้นกาลช้านานถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป มีศีลบารมี ทานบารมี เต็มบริบูรณ์ กองพระบารมีทั้งหลาย ที่สำเร็จเป็นองค์พระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้า นั้นคือ

พระบารมีของพระองค์ครั้ง ๑ ปรากฏชัดเจน เป็นปรมัตถบารมี อันยิ่งยอดกว่าพระบารมีทั้งปวง

สมเด็จพระพุทธเจ้าของเรา จึงนำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งกองพระบารมี ของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย มาตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรเถรเจ้าว่า อตีเต กาเล ในกาลล่วงลับมาแล้วช้านาน มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระสิริมิตร ได้ตรัสในโลก

พระศรีอาริยเมตไตรย ได้เสวยศิริราชสมบัติ ในเมืองอินทปัตต์มหานคร ทรงพระนามว่า บรมสังขจักร มีแก้ว ๗ ประการ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าสังขจักรเสด็จทรงนั่งอยู่ภายใต้เศวตฉัตร มีพระทัยปรารถนาว่า ผู้ใดมาบอกข่าวว่า พระพุทธรัตนะพระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ บังเกิดมีแล้ว พระองค์จะสละศิริราชสมบัติบรมจักร พระราชทานให้แก่บุคคลผู้นั้นแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า

ในกาลนั้น ยังมีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่ง ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในพระพุทธศาสนา ด้วยมารดาของสามเณรเป็นทาสทาสี อยู่ในตระกูลหนึ่ง สามเณรนั้นคิดแสวงหาทรัพย์จะไปให้แก่มารดา ให้พ้นจากทาสทาสี จึงเที่ยวไปโดยลำดับ จนถึง กรุงอินทปัตต์มหานคร ฝูงมหาชนชาวพระนคร ไม่รู้จักว่าสามเณรเป็นอย่างไร ครั้นเห็นเข้าก็สงสัยว่า เป็นมหายักษ์ ก็พากันจับไม้ไล่ทุบตีสามเณรฯ สามเณรนั้นก็กลัว วิ่งหนีมหาชนเข้าไปจนถึงพระราชวัง ไปยืนอยู่ตรงพระพักตร์ของพระองค์ พระองค์จึงตรัสถามว่า มาณพนี้มีนามชื่อใด เจ้าสามเณรกราบทูลว่า อาตมภาพมีนามว่า สามเณร จึงตรัสถามว่า สามเณรนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่าข้าพเจ้ามีนามว่า สามเณรนั้น ด้วยเหตุว่า ข้าพเจ้ามิได้กระทำบาปในภายนอก แล้วตั้งอยู่ภายในแห่งกุศล เหตุดังนั้นจึงมีนามว่า สามเณร พระองค์ก็ทรงตรัสถามว่า นามกรของท่านนั้น บุคคลผู้ใดให้แก่ท่าน สามเณรจึงทูลว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้าให้แก่ข้าพเจ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า อาจารย์ของท่านนั้นชื่อดังฤา สามเณรจึงทูลว่าอาจารย์ของอาตมามีนามว่า ภิกษุ จึงทรงตรัสถามต่อไปว่า พระอาจารย์ของท่านนั้นมีนามว่า ภิกษุนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้น ชื่อรัตนะ เป็นแก้วอันหาค่ามิได้

ครั้นทรงสดับว่า พระสังฆรัตนะในพระพุทธศาสนา หาได้เป็นอันยากยิ่งนัก พระองค์ก็มีความชื่นชมยินดี หาที่จะอุปมามิได้ คำนึงอยู่ในพระราชหฤทัยว่า จะเสด็จลงจากอาสน์ไปนมัสการเจ้าสามเณร ที่ใกล้ด้วยความปิติ กายของพระองค์ก็ลอยไปตกลงตรงหน้าเจ้าสามเณร เดชะที่พระองค์มีพระราชหฤทัยเลื่อมใสในพระสังฆรัตนะ ดอกประทุมชาติ ก็บังเกิดผุดขึ้นรองรับพระองค์ไว้มิได้เป็นอันตราย จึงถวายนมัสการเจ้าสามเณรโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงตรัสถามเจ้าสามเณรต่อไปว่า พระสังฆรัตนะอาจารย์ของท่านนั้น บุคคลผู้ใดให้นามกร เจ้าสามเณรก็ทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงนามว่า พระสิริมิตรสัพพัญญู พระองค์โปรดประทานให้นามว่า พระสังฆรัตนะแก่อาจารย์ของข้าพเจ้า เมื่อสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้ทรงอุตสาหะในพระศาสนา ได้ทรงฟังสามเณรออกวาจาว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถึงวิสัญญีภาพลงอยู่กับที่ ครั้นพระองค์ได้พระสติขึ้นมา จึงตรัสถามสามเณรอีกว่า ดูก่อนเจ้าสามเณรผู้เจริญ บัดนี้องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในที่ดังฤา สามเณรจึงทูลว่า สมเด็จพระมหากรุณาธิคุณเจ้า เสด็จยับยั้งอยู่ใน บุพพารามวิหาร อันมีอยู่ในอุตตรทิศแต่กรุงอินทปัตต์มหานคร นี้ไปไกลกันมีประมาณ ๑๖ โยชน์ ได้ทรงฟังสามเณรแจ้งความว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก จึงตรัสว่า ดูก่อนสามเณร องค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า เสด็จอยู่ในฐานทิศใด เราก็จะไปในประเทศทิศนั้นฯ

สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมบพิตรผู้ประเสริฐ หาความเอื้อเฟื้อในศิริราชสมบัติบรมจักรของพระองค์มิได้ ด้วยมีพระทัยนั้นผูกพันอยู่ในการที่จะได้ พบเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่งอย่างอุกฤษฏ์ ก็กระทำการราชาภิเษก เจ้าสามเณรนั้น ให้สึกออกเสวยศิริราชสมบัติแทนพระองค์ เป็นพระยาอันประเสริฐ ครั้นกระทำการราชาภิเษก เจ้าสามเณรแล้ว ก็เสด็จออกแต่พระองค์เดียว โดยอุตตราภิมุข มีพระทัยเฉพาะต่ออุตตรทิศ ตั้งพระทัยไปสู่ บุพพารามวิหาร อันเป็นที่ประทับ แห่งองค์สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จบรมสังขจักรจอมทวีป เป็นสุขมาลชาติ พระสรีรกายนั้นละเอียดอ่อนเป็นอันดี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามมรรคาหนทาง แต่พระบาทเปล่า เวลาวันเดียวพระบาททั้ง ๒ ข้างก็ภินทนาการแตกออก จนพระโลหิตไหลตามฝ่าพระบาททั้ง ๒ เมื่อพระบาททั้ง ๒ ทำลาย จะเดินไปมิได้แล้ว ในกาลนั้น พระองค์ก็ลงนั่งคุกเข่าคลานไปทีละน้อยค่อยคมนาการ ไปตามหนทางที่เจ้าสามเณรชี้แจงบอกมานั้น จะได้ละความเพียรเสียหามิได้ ครั้นล่วงไปถึง ๔ วัน พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระชงฆ์ทั้ง ๒ ข้างนั้นก็แตกช้ำ โลหิตไหลออกมา จะคลุกคลานไปก็มิได้ ให้เจ็บปวดแสนสาหัส เห็นขัดสนพระทัยนักแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์จะได้คิดท้อถอย ย้อนรอยกลับคืนมาหามิได้ อาตมาต้องไปให้ถึงสำนักองค์สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้าให้จงได้ ครั้นพระองค์คุกคลานไปมิได้ แล้วก็ลงพังพาบไถลไปแต่ทีละน้อย ด้วยพระอุระของพระองค์ ประกอบไปด้วยทุกขเวทนาเหลือที่จะอดกลั้น พระองค์ยึดหน่วงเอา พระพุทธคุณของสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ด้วยพระเจตนาจะใคร่พบเห็น พระผู้เป็นอธิบดีอันใหญ่ยิ่ง แล้วก็ทรงอดกลั้นซึ่งทุกขเวทนานั้นเสีย หาเอื้อเฟื้อ อาลัยในร่างกายของพระองค์ไม่

สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงพระมหากรุณา เล็งดูสัตว์โลกทั้งหลายด้วยสัพพัญญุตาญาณ ก็รู้แจ้ง เห็นด้วยกำลังความเพียร แห่งบรมสังขจักรนั้นเป็นอุกฤษฏ์ยิ่งแล้ว ก็มิใช่อื่นมิใช่ไกล เป็นหน่อพุทธางกูร พุทธพงศ์อันเดียวกันกับพระตถาคต สมควรที่พระตถาคตจักเสด็จไปสู่ที่ใกล้แห่งบรมสังขจักร เมื่อพระองค์ทรงพระดำริแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาด้วย พระศิริวิลาสเป็นอันงาม แล้วพระองค์กระทำอิทธิฤทธิ์นิรมิต พระบวรกายของพระองค์ใ ห้อันตรธานสูญหายกลับกลายเป็น มาณพหนุ่มน้อย ขึ้นขับรถทวนมรรคามาเฉพาะหน้าแห่งสมเด็จบรม สังขจักรนั้น แล้วพระพุทธสัพพัญญูเจ้าจึงร้องถามไปว่า ผู้ใดมานอนอยู่กลางทาง ขวางหน้ารถเรา จงหลีกไปเสียเราจะขับรถไปฯ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสตอบพระพุทธฎีกาว่า ดูก่อนนายสารถีผู้ขับรถ ท่านจะมาขับเราไปให้พ้นจากหนทางนั้นด้วยเหตุใดฤา ตัวเราผู้รู้จักคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ยิ่งนัก ชอบแต่นายสารถีจะยั้งรถของท่านให้หลีกเราเสียจึงจะสมควร ถ้าท่านไม่หลีกก็ให้ท่านขับรถไปเหนือหลังเราเถิด ซึ่งจะให้เราหลีกนั้นเราหาหลีกไม่ แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาว่า ถ้าท่านจะไปยังสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว จงมาขึ้นรถไปกับเราเถิด เราจะพาท่านไปให้ถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า ให้สมดังความปรารถนา พระจอมขัตติยาจึงตอบว่า ถ้าท่านเอ็นดู กรุณาแก่เรา เราก็มีความยินดี สาธุอนุโมทนาด้วยท่าน ว่าแล้วหน่อพระพิชิตมารก็อุตสาหะ ดำรงทรงพระกาย ขึ้นสู่รถแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หันหน้ารถไปตามมรรคา พาพระยาสังขจักรไป

ครั้นถึงกึ่งกลางมรรคาหนทางแล้ว สมเด็จพระอมรินทราธิราชกับองค์ดวงสุชาดา ผู้เป็นอัครมเหสีนั้น นำเอาโภชนาหารอันเป็นทิพย์ กับทั้งน้ำทิพย์ลงมา จำแลงเพศเป็นบุรุษ ยืนอยู่ตรงหน้ารถ แล้วร้องว่า ดูก่อนนายสารถีผู้เจริญเอ๋ย ท่านอยากข้าว น้ำ โภชนาหาร หรือเราจะให้ เมื่อโกสีย์อมรินทราธิราชกับนางสุชาดากล่าวดังนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า ซึ่งแปลงเพศเป็นนายสารถีขับรถจึงว่า มาณพผู้เจริญ บุรษทุพลภาพผู้หนึ่งมาในรถด้วยเรา มีความลำบากเวทนานัก ท่านจะให้ข้าว น้ำโภชนาหารแก่เราก็ให้เถิด เราจะได้ให้แก่บุรุษทุพลภาพนั้นบริโภค ท้าวโกสีย์อมรินทร์ กับนางสุชาดาก็ให้ข้าว น้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์ แก่องค์สมเด็จพระมหาบุรุษสัทธรรม สารถีผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ประธานให้แก่ พระบรมโพธิสัตว์บรมสังขจักรเสวยข้าว น้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์ ครั้นพระองค์เสวยอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ด้วยเดชะข้าว น้ำโภชนาหาร อันเป็นทิพย์ อุปัทวโทมนัส ทุกขเวทนา ในสรีรกาย ก็อันตรธานหาย พระองค์ก็มีสรีรกายเป็นสุขเสมอเหมือนแต่ก่อน

องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ก็พาพระยาสังขจักร ไปใกล้บุพพารามวิหาร แล้วพระองค์ ก็นิสีทนาการนั่งบนพระบวรพุทธอาสน์ในพระวิหาร ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ก็เสด็จลงจากรถ เข้าไปสู่บุพพารามวิหาร ทอดพระเนตรแลไปได้ทัศนาการ เห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ประกอบไปด้วย ทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะ อสีตยานุพยัญชนะประดับ ทั้งพระพุทะรัศมี อันโอภาสสว่าง รุ่งเรืองออกจากพระวรกาย อันเสด็จทรงนั่งอยู่ในที่นั้น พระองค์ก็ทรงวิสัญญีภาพลงตรงพระพักตร์แห่งสมเด็จพระผู้ทรงพระภาค ด้วยความโสมนัสสาการ เกิดความปิติยินดีหาที่สุดมิได้ ส่วนสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนมหาบุรุษราชผู้เป็นอภิชาตชายอันประเสริฐ พระตถาคตเสด็จอยู่ในที่นี้แล้ว

สมเด็จพระบรมสังขจักรก็ได้ซึ่งอัสสาสประสาท เกิดความยินดีชื่นชมก้มเศียรเกล้า คลานเข้าไปในสำนักสมเด็จพระพุทธองค์เจ้า เสด็จนั่งยังที่อันสมควร แล้วจึงยกพระกรขึ้นประนม บังคมเหนือศิโรตม์ กระทำอภิวาทนมัสการ กราบทูลว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้า บัดนี้ข้าพระบาทถึงสำนักพระองค์เจ้าแล้ว ขอจงทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า โปรดตรัสแสดงพระธรรมเทศนาอันอุดม ให้ข้าพระบาทฟังในกาลบัดนี้

สมเด็จพระชินศรี จึงตรัสพระสัทธรรมเทศนา โปรดแก่พระยาสังขจักร เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระสัทธรรม เทศนาบทหนึ่งสิ้นเนื้อความลงแล้ว ก็ทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าว่า ขอพระองค์จงหยุดพระธรรมเทศนาเสียเถิด อย่าทรงสำแดงต่อไปเลย

***มีปุจฉาว่า เหตุไฉนพระเจ้าสังขจักร จึงทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสียดังนี้ เดิมทีมีพระทัยผูกพันในพระพุทธ ศาสนา ระลึกถึงซึ่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าเป็นอันมาก ทรงสู้สละศิริราชสมบัติบรมจักร เสด็จมาด้วยความลำบากแทบถึงซึ่งชีวิต ครั้นมาประสพพบพระภควันตบพิตร พระองค์ประทานธรรมเทศนา แล้วห้ามเสียด้วยเหตุประการใด

***วิสัชนาว่า สมเด็จบรมสังขจักรทรงคิดเห็นว่า ถ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาเป็นอันมาก แล้วพระองค์ก็เสด็จมาแต่พระองค์เดียวเปลี่ยวพระทัยนัก จะหาเครื่องไทยธรรมอันสมควรที่จะสักการบูชา ให้สมควรแก่รสพระสัทธรรมนั้นหามีไม่ บัดนี้เราได้สดับรับรสพระธรรมเทศนาแต่บทเดียว เครื่องสักการบูชาของอาตมานี้ มิพอสมควรกันกับพระสัทธรรมแล้ว พระองค์ทรงคิดดังนี้ จึงทรงห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสีย พระองค์จึงกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า เกล้ากระหม่อมฉัน ได้สดับฟังพระสัทธรรมของพระองค์ ในกาลบัดนี้ พระองค์ทรงพระมหากรุณา ตรัสพระสัทธรรมเทศนา สำแดงพระนิพพานอันเดียว เป็นที่สุดพระสัทธรรมอยู่แล้ว

ข้าพระพุทธเจ้าจะตัดเศียรเกล้า อันเป็นที่สุดแห่งสรีรกายแห่งข้าพเจ้า ออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระพุทธองค์ก่อน ตรัสดังนั้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรผู้มีอัธยาศัยอันยิ่ง จึงทรงอธิษฐานขอให้เล็บของพระองค์คมดังพระแสงดาบ เด็ดซึ่งพระศอให้ขาด แล้ววางไว้บนฝ่าพระหัตถ์ ตั้งปณิธานความปรารถนา ออกพระโอษฐ์ตรัสด้วยวาจาว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงศิริเป็นที่เฉลิมโลก เชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เมืองแก้วอันเกษมสานต์ คือพระอมตมหานิพพาน อันสำราญก่อนข้าพระบาทเถิด ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จ ไปสู่พระนิพพานอันสำราญต่อภายหลัง ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ถวายเศียรเกล้า บูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ในกาลบัดนี้ ในที่สุดขาดพระวาจาปณิธานปรารถนาลง พระบรมโพธิสัตว์ก็จุติจิตต์ สิ้นชีวิตไปบังเกิดในดุสิตาสวรรค์เทวโลก

ครั้นเมื่อ พระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ ๘๘ ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียรกระทำสักการบูชาพระสัทธรรม

พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้น ทั้งกลางวัน กลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์ทรงอุตสาหไปในมรรคาหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้า จนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท และพระชงฆ์ พระหัตถ์ พระอุระของพระองค์เมื่อเป็นบรมสังขจักรนั้นฯ

อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์ แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบน จนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปจนถึง มหาอเวจีนรก ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เด็ดพระเศียร ออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรม โลหิตไหลออกจากพระเศียร

ในพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า บังเกิดมี ไม้กัลปพฤกษ์ นึกได้สำเร็จความปรารถนานั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่

พระองค์ เสด็จไปตามมรรคหนทาง จะใคร่พบองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถ้วนถึง ๗ วัน เป็นกำหนดจึงได้ประสพพบปะ ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ผู้เป็นพระยาธรรมของพระตถาคต ฝูงคนทั้งหลายที่มิได้เห็นรูปกาย ของพระตถาคตนี้ แล้วได้กระทำทานรักษาศีล จำเริญเมตตา ภาวนา ด้วยเดชะผลานิสงส์ ฝูงคนทั้งหลายเหล่านั้นจักได้บังเกิด ทันพระพุทธ ศาสนา ขององค์สมเด็จพระศรีอาริยะเมตไตรย อันจะมาบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต

ความเห็น (7)Add Comment
0
...
written by สหรัฐ ใจภักดี, สิงหาคม 07, 2010
อยากให้หลวงพ่อลงมาเกิดในดลกมนุษย์

โดยเร็วsmilies/smiley.gif
0
...
written by จักรกริช, พฤศจิกายน 11, 2010
อนุโมทนาด้วยนะครับ สาธุ เออ ขอถามผู้รู้หน่อยบัดนี้ก็กึ่งพุทธกาลแล้วองค์พระโพธิสัตว์ที่มีนามว่าพระศรีอริยเมตไตรย ได้ลงมาบำเพ็ญเมตตาบารมีแล้วใช่หรือไม่ และพราหมณ์กับพุทธนี้แยกกันไม่ออกใช่ไหม
0
...
written by 555+vsv, พฤศจิกายน 11, 2010
ท่านจะได้ตรัสรู้ก่อนผนวชหรือป่าว ผมได้ยินมาเช่นนั้น หากไม่แน่ใจจงอย่าตอบ สัตว์ประจำท่านจะมีชื่อว่า สิงห์ขรใช่หรือไม่ ผมไม่เคยคิดจะลบหรู่แต่ได้ยินจากคนคนนึงมา ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นทหารขององค์ชายใช่หรืไม่ในยุคของท่าน หากท่านใดจะรู้ในเรื่องเช่นนี้โปรดตอบด้วย THANK YOU
0
...
written by ภาชนะธรรม, ธันวาคม 14, 2010
พระศรีอารย์,พระศรีอริยเมตไตรย,ประวัติพระศรีอารย์,ตามรอยพระศรีอารย์,พบพระศรีอารย์,ยุคพระศรีอารย์,maitreya,พระโพธิสัตว์,พุทธภูมิ,สาวกภูมิ,พระธาตุ ,เจดีย์,พระอรหันต์ในเมืองไทย,สำนักปฏิบัติธรรมทั่วไทย
ไปอ่านเรื่องพระศรีอารย์แบบละเอียด
0
...
written by pruk, พฤษภาคม 29, 2011
เเล้วพระพูทธเจ้าองค์นี้เกิดวันใหนครับ ที่ประเทศไรครับ

0
...
written by จ.ส.อ.สันติ มงคลแก้ว, กรกฎาคม 19, 2011
เอาบุญ มาฝาก... วันหยุด เข้าพรรษา มีโอกาสทำบุญถวายผ้าไตร กับ อรหันต์ หลวงปู่เกลี้ยง ท่านสนทนาธรรมให้ฟัง เกี่ยวกับ สถานการณ์บ้านเมืองต่อไป ผู้หญิงจะทำงาน ผู้ชายจะเลี้ยงลูก" และ การมาโปรด ของพระ อริยะเมตไตรย ซึ่งอีก 3 เดือน จะเข้ามาโปรดประเทศไทย โดย จะเข้าทางอีสาน จังหวัด อุบลราชธานี 3 เดือน แล้วขึ้นทางเหนือ 3 เดือน แล้ว ไปอยู่ กรุงเทพ 6 เดือน แล้ว ไป กัมพูชา 3 เดือน แล้ว หลวงปู่จะนิมนต์ให้กลับมาอยู่ประเทศไทย ต่อไป " หลวงปู่ฝากบอกคาถาล้างบาป ให้ทุกคนสวดมนต์เพื่อล้างบาปใครพูดไม่ดีทำกิริยา กับเถี่ยง.พ่อแม่ หลวงปู่บอกถ้าพูด-ทำกับพ่อแม่ไม่ดีจะทำการงานทำมาหากินอะไรก็จะขัดๆๆคาๆๆ " หลวงปู่บอกถึงมีเงินให้พ่อ-แม่ เป็น หมื่นๆๆ แสนๆๆ ล้านๆๆ เป็น 10ๆๆ ล้าน ก็ไม่สามารถล้างบาปได้ ท่านให้ทุกคนสวดทุกวันแล้วจะล้างบาปได้ และจะเป็น สิริมงคลต่อตัวเองและครอบครัว ให้เราแคล้วคลาดได้ด้วย""คาถาล้างบาป อรหันต์หลวงปู่เกลี้ยง 103 ปี "อโหสุขขํ ปรมํ สุขขํ "สวดใส่ขันน้ำล้างหน้า 7 รอบ ทุกเช้าๆๆ วัน "คาถาพระอรหันต์ "สัมมาอารหัง อิติมานัง สุขขัง โหตุ สัพทา" -ข้อมูลหลวงปู่เกลี้ยง 103 ปี บ้าน โนนแกด ต.ทุ่ม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ บารมีท่าน เป็นพระสายหลวงปู่มั่น-ปู่เสาร์ ปู่รอด -ปู่บุญมี ปู่สี ปู่คำบุ ปู่เจียม ปู่ดุลย์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง แผ่บารมี เมตตา คงพัน แคล้วคลาด ค้าขายร่ำรวย
0
...
written by apisitbutsuri, มกราคม 05, 2012
พระศรีอริยเมตไตรย จะเกิดที่จังหวัดอุดรธานีในปีนี้ 2555 จากที่ได้ฟังจากคนคนหนึ่งแต่อย่าพึ่งเชื่อรอเวลาจะให้คำตอบ

เขียนแสดงความเห็น

security code
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงด้านบน


busy
 
เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Top

เข้าสู่ระบบ

Languages

     
พื้นที่โฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2008-2010. วัดปทุมธาราม (หนองบัว) ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
แสดงผลได้สมบูรณ์บนความละเอียดหน้าจอ 1024 by 768 pixcels. ขึ้นไป
เว็บไซท์พระสอนศีลธรรมอำเภอเสิงสาง นครราชสีมา โทร 0833745590
#fc3424 #5835a1 #1975f2 #83a92c #8bb832 #1c2def